TRAVEL STYLE
เรารู้ว่าคุณชอบท่องเที่ยว แต่ ณ ขณะนี้ คุณชอบท่องเที่ยวสไตล์ไหน
มัลดีฟส์ไม่เหงา .. ไม่มีเขาก็เที่ยวได้
Oct 08, 2019 BY Mayon-Naise

     "มัลดีฟส์ไม่เหงา ไม่มีเขาก็เที่ยวได้" อ่านจากชื่อแล้วคงไม่ต้องบอก คิดว่าคงดูออกว่าเหงา ท้ายที่สุดเมื่อไม่มีเขา แต่ตัวเราก็ต้องอยู่ให้ได้ ทริปโดดเดี่ยวแต่ไม่เดียวดาย ตามประสาคนเพิ่งโสดแต่โคตรเจ็บจึงเริ่มต้นขึ้น เผลอมือลั่นกดบุ๊คห้องพักกลางน้ำหวังฝากใจไปกับ Clubmed Kani ว่าแล้วเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าเดินทาง 2 ใบ โบกมืออำลาเมืองไทยไปปล่อยตัวปล่อยใจที่มัลดีฟส์ หลังจากอกหัก รักคุด โดนตุ๊ดหลอกฟัน (อันนี้ไม่ใช่แต่เห็นคล้องจองกันเลยแถมมา) กับการใช้ชีวิตตลอด 4 วัน 3 คืน ในห้องพักแบบ Over Water Suite ที่เปิดประตูตรงระเบียงก็ลงไปตีกรรเชียงในน้ำทะเลได้แล้ว ยังไม่พอแค่นั้น ไหน ๆ จะไปเยือนทั้งที ก็ต้อง Full Option ด้วยแพคเกจ All Inclusive หรือเรียกบ้าน ๆ ว่า แ_กไม่อั้น ทั้งอาหารเช้า กลางวัน เย็น เครื่องดื่มโนแอลฯ มีแอลฯ  เพราะเราหวังว่าจะกวาดสิ่งมีชีวิตทุกอย่างบนเกาะลงท้องไม่เว้นแม้แต่พนักงานบนนั้น (หยอก ๆ) และกิจกรรมอีกมากมายที่ขนกันมามากกว่าเมืองไทยสมายล์คลับ ถึงแม้เราจะเคยบินกับเจ้าสีฟ้า แบบ Exclusive ตลอด แต่เครื่องดันเต็มซะนี่ เลยต้องหนีมาบินเจ้าสีแดงแทน และแล้ววันเดินทางก็มาถึง ที่เคยคิดว่าจะพอทานได้ แต่ ! ของกินบนเครื่องขนมาให้พรึบ ทั้งอาหารคาวและหวาน โดยเฉพาะชานมไข่มุกทรงเพชรที่เราได้ทานในเดือนกันยา อาจจะหวานไปหน่อย เติมน้ำดื่มลงไปเล็กน้อยก็ช่วยได้ เราใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชม. ก็ถึงที่หมายสนามบินมาเล ก่อนจะมีเจ้าหน้าที่มารับตัวขึ้น Speed Boat ไปยังเกาะ รู้สึกได้เลยว่าที่นี่แหละที่เราจะปล่อยตัวปล่อยใจไปกับหาดทราย สายลมและสองกระเป๋าที่เราเอามาด้วย

   

     ไปถึงก็พบการต้อนรับจากพนักงานทั้งพูดต้อนรับทั้งพนักงานท้องถิ่น ฝั่ง จีน ไทย (ก็มีนะ) ซึ่งพี่เค้าเฟรนลี่และเป็นกันเอง แนะนำโน้นนี่เสร็จสรรพก็กระซิบแถมมาอีกว่ากิจกรรมที่นี่เยอะมากและนักท่องเที่ยวงานดีทั้งน้าน .. เลยสาบานกับต้นมะพร้าว ที่ยืนเหงา ๆ บนเกาะคานิ ว่าจะหากิจกรรมที่ทำให้ลืมเขา นับไปนับมาก็มีเกือบ 30 อย่างให้ทำ แต่เราคัดสรรกิจกรรมที่เราลงความเห็นว่า เป็น 10 กิจกรรมที่จะทำให้คุณหายเหงาและลืมเขาได้ (หรือไม่)

  1. กระหน่ำบุฟเฟต์แก้ช้ำรัก

     

    

     

      มิชชันแก้ช้ำเริ่มต้นด้วยกระหน่ำของกิน ณ ห้องอาหาร Velhi ทั้งคาว หวาน ทานบุฟเฟต์ เรียกได้ว่าเทมาทั้งเกาะ มีหลากหลาย ทั้งไทย จีน ฝรั่ง อิตาเลี่ยน ฯลฯ ขนมาแทบทุกมุมโลก สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปในแต่ละวัน รสชาติถูกปากบ้างไม่ถูกปากบ้างก็ข้ามกันไป สาย Healthy ก็มีบริการสลัดและผลไม้หลากหลายให้เลือกสรร ส่วนตัวเองนั้นไปหยุดที่ของหวาน ที่เรียกได้ว่าจัดจานมาให้แบบพอดีคำ เครื่องดื่ม ชา กาแฟ น้ำผลไม้ น้ำอัดลมหรือแม้แต่เบียร์ก็มีให้บริการกันตั้งแต่มื้อเช้า ห้องอาหารทั้งโซนห้องแอร์และโอเพ่นแอร์ก็ให้เลือกนั่งได้ตามอัธยาศัย หากได้มานั่งในตอนเย็นด้วยแล้วจะมีบริการ White Restaurant ให้บริการนั่งทานอาหารที่ริมหายทรายสีขาวติดกับทะเล (อาจจะต้องจองล่วงหน้าก่อน) แต่เราแอบร้องไห้ทานอาหารอยู่คนเดียว ในขณะที่คนอื่นมาเป็นคู่ เฮ้อ .. ช้ำไปอีก ความรักไม่คงที่ แต่หน้าท้องนี่สิคงทน #เแต่ราจะยังไม่จมอยู่กับความรัก ส่วนห้องอาหารที่เหลือ ห้องอาหาร Kandu จะเสิร์ฟเป็นคอร์สและต้องจองล่วงหน้า 1 วัน และ ห้องอาหาร Kaana ที่ยังระหว่างปรับปรุง เราเลยลงจอดที่ห้องอาหารแรกเป็นหลัก 

  2. แวะพักใจในเธียเตอร์

     สำหรับใครที่อิ่มเกินไปจนไม่รู้จะทำอะไร แนะนำให้เดินเที่ยวได้ตามชายหาด แต่กลัวร้อนไง กลัวดำด้วย (แม้ว่าจะดำอยู่แล้ว) รอยช้ำรอบดวงตายังไม่หาย เลยหยิบแว่นตากันแดดมานั่งดูปลาที่บาร์ด้านหลัง แต่ดันจับพลัดจับพลู มานั่งจิบม็อกเทลเบา ๆ เคล้าเสียงคลื่นยามกลางวัน ที่บริเวณ Theater ของรีสอร์ทที่ติดริมทะเล บังเอิ๊ญ ! เป็นหนังซุปเปอร์ฮีโร่มาเวลวากานด้า ทำให้ฮึกเหิมรักชาติขึ้นมาในพริบตาและพึงสำเนียกตัวเองได้ว่า #ต้องรักตัวเองหวะ หันมองซ้ายและขวา มีคนนั่งอยู่ประปราย และหมายตาไว้ตรงหน้า แต่สุดท้ายแล้วสายฝนก็กระหน่ำลงมาเหมือนจะบอกเป็นนัย ๆ ว่า อย่าหวังเลย จากที่คิดว่าจะได้ทักทายคนที่หมายตาไว้ เขาก็พาวิ่งกลับไปอยู่ตรงบาร์เครื่องดื่มปล่อยให้ข้าฯ นั่งรักชาติวากานด้าและรักตัวเองแบบเหงา ๆ ต่อไป 

  3. ปล่อยเธอไปกับโชว์

   

     ทิ้งท้ายไว้แต่แรกที่พี่พนักงานบอกมาว่าโชว์ตอนสามทุ่มครึ่ง เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของที่นี่เพราะแต่ละคืนจะมีโชว์ไม่ซ้ำกันมาแสดง ซึ่งเป็น Theater เดียวกับที่เราดูหนังกลางวันนั้นแหละ แต่รอบนี้มาไวหน่อย เลยได้ที่นั่งติดริมหาดแต่ดันไกลจากเวที (ตั้งใจเลือกจริง ๆ) แต่ก็ปล่อยครอบครัวเด็กเล็ก ๆ คนมีอายุหรือสายที่เอ็นจอยกับโชว์นั่งไป วันที่ตัวเองไปเป็นโชว์ Sari แนวนิยายแฟนตาซีภารตะสาวขายผ้าที่ถูกดูแคลนจากชนชั้นสูง แต่ความสวยที่เตะตา ทำให้ได้พบรักกับเจ้าชายในที่สุด กับ Music Factory ที่จะรวบรวมเพลงดังในยุค 90 นักแสดงแต่งตัวเลียนแบบนักร้องดัง ออกมาร้องเล่นเต้นโชว์ให้เห็น เรียกได้ว่ามาทั้งเกาหลี ญีปุ่น ฝรั่ง อินเดีย อาหรับ แม้แต่เพลงสาวบางโพและชักกระตุกของไทยก็ได้ไปโลดแล่นที่นั่นมาแล้ว ก่อนที่พนักงานจะบิ้วท์ให้ทุกคนที่มาดูโชว์ออกสเต็ปอย่างพร้อมเพรียงกัน สุดท้ายก็เริ่มยิ้มกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า และ #ทิ้งรักบ้า ๆ ลงทะเล และพูดกับตัวเองว่า The show must go on

  4. เซย์ฮัลโล่ ! กับกระเบน

     ต้อนรับเช้าที่สดใสด้วยการมาดำน้ำดูปะการัง ตั้งแต่ 9 โมงเช้า แต่ใด ๆ ในโลกล้วนยากยิ่งนัก ก่อนออกเดินทางเราต้องผ่านการทดสอบว่ายน้ำด้วยระยะทาง 100 เมตร ห้ามใช้ตัวช่วยใด ๆ ทั้งสิ้น เลยได้โชว์สกิลการว่ายน้ำชั้นประถมต้น ออกสู่สายตานักท่องเที่ยวและพนักงานบริเวณนั้น ดำฝุดดำว่ายจนรอดมาได้ในที่สุด ก่อนจะรับอุปกรณ์ดำน้ำ Snorkeling แบบครบเซ็ตขึ้นเรือ ประมาณ 20 กว่านาทีก็ถึงจุดดำน้ำ สภาพใต้น้ำอาจจะไม่ได้สวยเท่าไหร่ เนื่องจากปะการังเริ่มฟอกขาว แต่เราก็ได้ภาพสัตว์น้ำน้อยใหญ่ที่มาแหวกว่ายและเซย์ไฮกับกระเบนเจ้าถิ่นที่เป็นสัญลักษณ์ของมัลดีฟส์ เพราะกระเบนแมนต้าของที่นี่เป็นกระเบนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก แต่ครั้งนี้เรามาไม่ได้มาเยือนถึงรัง เลยเห็นแต่กระเบนตัวน้อย ๆ นอกจากนั้นยังมีเต่าและปลาอื่น ๆ ว่ายมาคลอเคลียบริเวณนั้น แต่พอหันกลับไปบนเรือก็พบว่า ใด ๆ บนเรือล้วนมากันเป็นคู่ แต่พอดำมาดูใต้น้ำก็ได้เห็นและรู้ว่าปลาที่ว่ายอยู่ตัวเดียวมันเหงาแค่ไหน จนเผลอคิดได้ว่า #ไม่ได้มีแต่เราที่เหงาเพียงลำพัง มองบนและกลั้นหายใจทักทายกับสัตว์ในทะเลอีกรอบ 

  5.  เล่นวอลเลย์ฯ ให้ลืมเศร้า

 

     กลับมาจากดำน้ำและพักผ่อนให้หายเหนื่อย เลยเดินออกมาเจอทีมวอลเลย์บอลหนุ่มสาวกำลังเล่นโต้กันไปมาที่ชายหาด จึงใช้สกิลอังกฤษที่มีทั้งหมดสมัยมัธยมปลายก็เนียนไปจอยกับเค้า แต่ไม่ต้องกลัวเพราะที่นี่มีเจ้าหน้าที่ของ Clubmed ต้อนรับเราเสมอ (ทุก ๆ 5 โมงเย็น) เล่นไปได้ 2 เกมก็หอบแล้ว เลยขอตัวไปนั่งดูวิวเพลิน ๆ แต่ดันเจอ ทั้งผู้คนที่มาเป็นคู่ เด็กน้อยที่วิ่งไล่กัน แก๊งค์หนุ่มสาวที่กำลังถ่ายรูปอย่างสนุกสนาน ในจินตนาการที่คิดจะนั่งเงียบ ๆ แต่ในความจริงแล้วโลกโหดร้ายกว่าที่คิด เสียงโหวกแหวกโวยวายจากทั่วทุกสารทิศ ดังมาพร้อมกัน เลยเดินมาเรื่อย ๆ จนเจอจุดนั่งชมวิวพระอาทิตย์ตกในยามเย็น ท้องฟ้าสีเหลืองส้มอมชมพู และมองไปรอบ ๆ ตัวก็พบว่าไม่มีอะไรไม่เปลี่ยนแปลง ทุกอย่างล้วนเปลี่ยนไปในทุกวินาที แม้แต่หนุ่ม ๆ ที่เล่นวอลเลย์บอลกับเราเมื่อครู่ ก็ควงคู่ไปกลับหนุ่มอีกคน (ท่าทางไม่ได้ดูเหมือนเพื่อนกันสักเท่าไหร่) ฉุกคิดได้ว่า #อะไรก็เกิดขึ้นได้ ฉะนั้นจงเตรียมรับมือดีกว่า พลันคิดถึงหน้าคนที่เราเคยรัก ว่าแล้วก็ใช้พลังที่เหลืออยู่วิ่งกลับเข้าไปในคอร์ท ประหนึ่งว่าลูกวอลเลย์บอลเป็นหน้าเขา กระโดดบล็อคฝั่งตรงข้ามแบบอรอุมา เซตให้เพื่อนแบบนุศรา ก่อนที่จะกระโดดตบหัวเสาแบบปลื้มจิต แต่ดันออกนอกคอร์ทซะนี่ แพ้ไปตามระเบียบจ้า

  6. ใช้เรื่องเหล้าเคล้าเรื่องรัก 

     จริง ๆ ที่นี่จะมี 3 บาร์หลัก ๆ คือ Sunset Bar ตรงริมสระ, Manta Bar ตรงฝั่งห้องกลางน้ำ และ Iru Bar ที่ติดกับ Theater แต่เรากลับมาที่ Manta Bar (เพราะอยู่ตรงห้องพักฝั่งเรามากกว่า) ดึก ๆ แบบนี้มี ของดีเป็นน้องปูเสฉวนและปูลมที่แวะขึ้นมาทักทายนักท่องเที่ยว วิ่งวนไปมา บริเวณหาดทราย มิสชันอีกอันที่เราจะทำกันในวันนี้ก็คือลองเครื่องดื่ม เหล้า ไวน์ ม็อกเทล ค็อกเทล เบียร์ ทุกขนาน จะเราจะสามารถทานได้ฟรี ๆ เริ่มจากเหล้า หลากหลายแบรนด์ดัง ซึ่งเราลองไปได้ 1 แก้วก็เปลี่ยนใจมาหยุดที่ไวน์แทน มีทั้งขาว แดงหรือโรเซ่ให้บริการ ต่อด้วยค็อกเทลทั่วไปและม็อกเทลสูตรเฉพาะที่มัลดีฟส์ตามลำดับ ด้วยความกลัวจะลากตัวเองกลับห้องไม่ไหว จึงลดดีกรีของแอลกอฮอล์ลงมาเรื่อย ๆ จนท้ายที่สุดหันไปข้าง ๆ เหลือนั่งกับพนักงานเพียง 2 คน และเค้าก็แจ้งว่าบาร์ปิด 5 ทุ่ม แต่ยังนั่งต่อได้หรือจะไปทานต่อที่ Iru Bar ที่ปิดดึกกว่า เพราะบาร์ที่นี่จะเปิด-ปิดในเวลาแตกต่างกันไป จึงเหมาเบียร์ใส่เหยือกมานั่งทานเองต่อ และพบว่า #ถึงเหล้าจะทำร้ายตับและไตแต่ก็ไม่เคยทำร้ายหัวใจเรา ก่อนฝืนลากตัวเองกลับไปที่ถึงห้องและราตรีสวัสดิ์คืนที่สอง

  7. แฮงค์ก็พัก เมาหนักเดี๋ยวก็หาย

     ฝืนตัวเองตื่นมาตอน 9 โมงนิด ๆ ก็พบว่าอาหารมาส่งถึงหน้าห้องแล้ว จะบอกว่าถ้าพักแบบ Over Water Suite เราก็สามารถสั่งอาหารเช้าให้มาส่งตรงถึงห้องนอนได้ มีอาหารหลากหลายให้เลือก ถึงแม้จะไม่ใช่บุฟเฟต์แต่ก็รองท้องเบา ๆ ในมื้อเช้า ถ้าไม่อิ่มก็จัดต่อที่ห้องอาหารกันได้ ก่อนจะนำถาดไปวางตรงระเบียงนั่งดูวิวหลังห้อง พร้อมพระอาทิตย์สาดแสงกระทบผิวน้ำทะเลส่องลงไปด้านใต้ก็จะเจอปลาฉลามน้อย ๆ ที่กำลังแหวกว่ายไปมา (และไม่มั่นใจเท่าไหร่ว่าจะกัดเราไหม๊) ช่างน่ากลัวยิ่งนัก หลังจากทานมื้อเช้าแบบโอมากาเสะ (ปลาดิบดี ๆ นี่แหละ) น้ำส้มแก้แฮงค์  ก็ได้เวลาโชว์เนื้อหนังมังสาทาครีมกันแดดก่อนจะพุ่งตัวลงน้ำทะเลคนเดียวหลังห้อง ปลาที่แหวกว่ายอยู่เมื่อกี้ก็พลันหายไปทันใด ไม่ต้องกลัวมาจะเหยียบน้ำทะเลหรือทรายเข้าห้อง เพราะเค้ามีฝักบัวให้อาบตรงน้ำกันเลย อาบน้ำแบบโอเพ่นแอร์ไปอีก (ที่จริงแค่เอาไว้ล้างตัวเฉย ๆ) ดีที่ไม่มีใครแอบดู หันหลังกลับไปก็ยังคงเจอกับแสงแดดในยามสาย หมายจะบอกกับเราว่า #ตะวันยังมีให้เห็นไกล ๆ คล้ายความสุขที่กำลังกลับม แต่สงสัยว่าห้องอื่นไม่ลงมาเล่นกันบ้างเหรอ คงจะเช้าไป

  8. ออกกำลังกายให้คล้ายจะลืมเธอ

<     เดินออกมาจากห้องก็ใกล้เที่ยง แต่ดันเจอกิจกรรมที่ทำกันในสระว่ายน้ำ คือ Aqua Aerobic หรือแอโรบิคใต้น้ำ ที่มีหลากหลายวัยผู้ใหญ่หรือวัยเด็กที่ไม่สามารถทำอะไรผาดโผนได้ ก็มารวมตัวกันในกิจกรรมนี้ มีเจ้าหน้าที่นำเต้นประกอบเสียงเพลงไปเรื่อย ๆ เหนื่อยก็ขึ้นจากน้ำ แต่มีไฮไลท์เด็ดอยู่ที่สปริงเกอร์กลางแจ้งและบ่อปาร์ตี้โฟมที่สร้างขึ้นแบบสด ๆ ร้อน ๆ (เมื่อวานยังไม่เห็นมีเลย) ก่อนจะไปสัมผัสโฟมกับเด็ก ๆ ฝรั่งแถบนั้น ได้ฟิวลิ่งปาร์ตี้โฟมสงกรานต์บ้านเราไปอีกแบบ และเดินไปล้างตัวที่สปริงเกอร์ชั่วคราวริมหาดที่ตั้งเรียงรายเป็นเสา ให้เราได้เล่นน้ำให้ชุ่มฉ่ำอีกหนึ่งรอบก่อนกลับห้อง ท่ามกลางรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่ทุกคนมอบให้แก่กัน ก็ได้พบว่า #ความสุขนั้นหาได้ง่าย ๆ รอบตัวเรา และเราสามารถมอบความสุขกลับคืนแก่คนอื่นเช่นกัน ฝืนยิ้มแม้ว่ายังลืมเขาไม่ได้ก็ตาม ก่อนกลับดันปวดฉี่เลยแวะเข้าห้องน้ำข้าง ๆ ขาเข้าไปไฟก็ติดอยู่ดี ๆ แต่นั่งไปซัก 3 นาทีดับซะงั้น โชคดีที่สักพักมีคนเดินเข้ามาจึงถึงบางอ้อว่า อ่อ ! มันเป็นระบบออโต้นี่เอง เกือบวิ่งออกมาพร้อมบ็อกเซอร์ลายดอกซะแล้ว

  9. ปล่อยใจเพ้อกับสายฝน

     หลังจากมื้อเที่ยงก็มาต่อกันที่กิจกรรมที่อยากทำอีกหนึ่งอย่าง นั้นก็คือ พายเรือ Kayak ที่บังคับให้เล่น 2 คน หันซ้ายแลขวาก็หันไปเจอแก็งค์คนไทยอีกกลุ่มหนึ่งที่มา 3 คน เลยขอไปจอยกับพี่เขา ๆ ได้เพื่อนใหม่มาซะงั้น ว่าแล้วเราก็ตะลุยช่วยกันพายออกไปไกลพอประมาณ สังเกตเห็นคนเล่น Sailing หรือเรือใบแล่นอยู่ห่างออกไป แต่ด้วยความกลัวว่าจะทำของเขาพังซะก่อนเลยมาเล่นแบบนี้ดีกว่า พายไปซักพักลมเริ่มแรงขึ้น จึงเผลอปล่อยตัวปล่อยใจรับลมทะเล เอ๊ะ ! ทำไมอากาศเย็นลง ๆ ฝนก็ตั้งเค้าและตกลงมาห่าใหญ่ เลยได้ทำเอ็มวีพายคายัคฝ่าสายฝน แบบคนหนีตาย ท่ามกลางเจ้าหน้าที่ที่ตะโกน Come back บอกให้เข้าฝั่งมาแต่ไกล ทำให้รู้สึกได้ว่า #อย่างน้อยก็ยังมีใครสักคนที่เป็นห่วง แม้ว่าที่เค้าห่วงอะไม่ใช่เรา แต่เป็นเรือเค้ามากกว่า เอาเป็นว่าได้เล่นพอประมาณ วิ่งไปหลบฝนในฟิตเนสรอจนฝนซา ก่อนเซย์กู๊ดบายพี่ ๆ ชาวไทย ยืมร่มเจ้าหน้าที่กลับห้อง และเดินฝ่าสายฝน พร้อมฮัมเพลง "ความรักเราเคยสดชื่น แล้วใยแปลเป็นอื่น เหลือแต่ความขื่นขมระทมเมื่อลมพายุหอบฝนมา เธอไม่ยอมบอกเหตุผลใด ๆ ปล่อยฉันไว้กลางฝน"

  10. เปลี่ยนเป็นคน .. ที่ยังรักเธอ 

      สุดท้ายกิจกรรมที่ไม่ควพลาด ก็คือ ล่องเรือชมโลมา (ต้องจองล่วงหน้า และมีค่าใช้จ่ายนะ) หลังฝนตก คลื่นลมอาจจะยังเยอะอยู่แต่เจ้าหน้าที่รับรองว่าปลอดภัย เราก็ขึ้นเรือไปชมวิวอาทิตย์เริ่มทอแสงพร้อมยาดมในมือ เพราะคลื่นค่อนข้างสูงพอสมควร สักพักเราก็ได้เจอโลมาที่ขึ้นมาโต้คลื่นอยู่เหนือผิวน้ำ ให้เห็นครีบหลังอยู่พอประมาณ ว่ายมาแบบผู้ดี ไม่ได้ดีดตัวสูงแบบยิมนาสติกลีลาเท่าที่ควร ก่อนที่เจ้าหน้าที่บนเรือจะเปิดแชมเปญให้ดื่มกลางทะเลบทจะเซย์โนก็เกรงใจ จึงใช้วิชาแยกอวัยวะ ตาซ้ายเหล่ไปชมโลมา ตาขวาเหล่ไปดูพระอาทิตย์ตก มือซ้ายถือยาดมและมือขวาถือแก้วแชมเปญ เลือกไม่ถูกจริง ๆ ว่าควรทำอย่างไหนก่อน ก็ทำทุก ๆ มันพร้อมกันนี้แหละ ก็เลยได้ภาพสวย ๆ มาฝากกัน (มั้ง) และนั่งมองดูแสงที่เริ่มริบหรี่ลงไปทีละน้อยจนอาทิตย์ลับขอบฟ้า ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านไปเกือบ 3 วันแล้ว ก็ยังพบว่า #ความรักมันยากที่ลืมลงเสียจริง ๆ 

    เอาเข้าจริงแล้ว ตลอด 3 คืน 4 วันที่อยู่ที่นี่ก็ไม่ได้ ทำให้เราลืมคนที่เราเคยรักและความรักได้ทั้งหมด แต่การออกมาใช้ชีวิตข้างนอกกับผู้อื่นอีกมากมายที่อยู่บนโลกใบนี้ ก็ถือเป็นประสบการณ์ดี ๆ ที่เราอาจจะมองข้ามไป เชื่อเสมอว่าเราอาจจะไม่สามารถลืมความรักที่ผ่านมาไปได้แบบ 100% แต่เราก็ค้นพบหลากหลายวิธีที่จะใช้ชีวิตหรือทำกิจกรรม โดยเก็บงำความรู้สึกนั้นไว้อยู่ข้างใน หรือเลือกที่จะปล่อยไปแบบช้า ๆ ด้วยหลากหลาย Activities ที่เราทำกันใน Clubmed  Kani แห่งนี้ และจะบอกว่ามีอีกหลายกิจกรรมที่เราทำแต่ไม่ได้นำมาบอกกล่าว เพราะมันเยอะมากจริง ๆ ก่อนจากกันไปทิ้งท้ายสักหน่อย บางสิ่งบางอย่างอาจจะสลายและหายไป แต่ความทรงจำดี ๆ เรายังสามารถเก็บไว้ให้คงอยู่เหมือนที่ พี่เป้ อารักษ์ เคยบอกไว้ว่า "ไม่มีหรอกที่ไม่ลืม อยู่ที่ว่าลืมช้าหรือลืมเร็ว" แค่นั้นเอง ครั้งใดที่เรานำกลับมาคิดสิ่งดี ๆ ที่ผ่านเข้ามาก็ถือเป็นกำไรชีวิตที่เราได้เจอ ส่วนสิ่งที่เลวร้ายก็ได้ให้บทเรียนกับเราว่าจะไม่ทำมันอีกหรือต้องรับมืออย่างไรหากเจอกับมันอีกครั้ง

     เช้าวันกลับเราได้ร่ำลากับทุกมิตรภาพที่ได้รับ ณ สถานที่แห่งนี้ กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม ๆ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไป ก็คือ ความคิดข้างในที่บอกว่าต้องใช้ชีวิตอยู่ให้ได้ ก่อนลากกระเป๋าสองใบกลับไปที่สะพานขึ้นเรือและมองภาพน้ำทะเลที่ฟ้า ๆ ที่เห็นมาตลอด ๆ 4 วัน ขากลับเรายังนั่งสายการบินเจ้าสีแดง และจนเจอกับหนึ่งความอร่อยบนเครื่องบินอย่าง ชีสเค้กครีมนมสดจากร้านชื่อดังมีสัญลักษณ์เป็นแพะทะเล ก็ฟินกันไปตามระเบียบ ก่อน Landing เจออุปสรรคก่อนลงจอดเล็กน้อย เนื่องจากลมท้ายเครืองมีกำลังแรง เลยทำให้นักบินต้องวนเครื่องลงใหม่ ใจก็ลุ้นระลึกอยู่พอสมควร แต่ท้ายที่สุด หกโมงเย็นเครื่องก็ถึงประเทศไทย ถึงแม้ว่าใจจะยังอยู่ที่มัลดีฟส์ คร้้งนี้ขอตัวลากันไปด้วยเรื่องราว ภาพที่สวยบ้าง ไม่สวยบ้างเหล่านี้ กลับมาเจอกันใหม่ทริป (ถ้ามีเงิน) .. ครั้งนี้ลาไปก่อนละกันนะ มั๊ว !


:: REVIEW ::

- สถานที่ท่องเที่ยว : 4 ดาว
     เปลี่ยนจากสถานที่ท่องเป็นจุดให้บริการต่าง ๆ ภายในโรงแรม เรียกว่ามีได้ครบเกือบทุกอย่าง ทั้งฟิตเนส สปา สระว่ายน้ำ และจุดทำกิจกรรมต่าง ๆ แต่ขอหักตรงที่แต่ละสถานที่ค่อนข้างไกลกัน และต้องอาศัยการเดินด้วยเท้าเท่านั้น แต่ชอบตรงที่มี Wifi ให้ใช้ฟรีทั้งเกาะแต่จะอยู่ตามจุดต่าง ๆ

- ที่พักและการบริการของพนักงาน : 3.5 ดาว
     เรื่องความสวยงามให้เต็ม แต่รู้สึกว่าห้องพักจะเริ่มเก่า และอุปกรณ์บางอย่างไม่ได้ตามมีพังไปบ้าง เช่น ตู้เย็นไม่ค่อยเย็น เป็นต้น แต่พอแจ้งไปก็มีบริการมาแก้ไขให้แต่ค่อนข้างช้า และกระเป๋าเดินทางมาถึงช้ามากเกือบ ๆ 5 โมง ทั้ง ๆ ที่ถึงเกาะตั้งแต่บ่ายโมง ทางเดินกลางคืนค่อนข้างมืดไปหน่อย

- อาหารและเครื่องดื่ม : 4 ดาว
     อาหารมีให้เลือกหลากหลาย เป็นบุฟเฟต์ แต่ติดตรงที่รสชาติ บางจานไม่อร่อยเท่าที่ควร และวัตถุดิบที่นำมาทำอาหาร ไม่ได้มีอาหารทะเลเยอะทั้ง ๆ อยู่บนเกาะ ส่วนเครื่องดื่มชอบตรงที่มีให้ดื่มไม่อั้น เอาไป 4 ดาวละกัน

- กิจกรรม : 4.5 ดาว
     มีอะไรหลาย ๆ อย่างให้ทำเยอะเลย ทั้งฟรีและเสียเงิน แต่ต้องทำตามเวลาที่กำหนด อาจจะติดตรงที่บางกิจกรรมน่าจะเปิดให้เล่นวันอาทิตย์ด้วย 

- การเดินทาง : 4 ดาว
    สามารถเข้าออกจากเกาะได้ทางเดียวคือผ่านเรือ Speed Boat แต่ก็เดินทางสะดวก มี Wifi ให้ใช้บนเรือด้วย 

- รวมความคุ้มค่าของทริปนี้ : 4 ดาว
     เป็นทริที่มาเที่ยวเองได้ มากับเพื่อนหรือคนรักก็น่าจะดีไม่น้อย จะได้มีเพื่อนคุยหรือช่วยถ่ายรูปให้ แต่ถ้ามครอยากมาคนเดียวก็ไม่ได้ติดอะไร อาจจะเหงา ๆ และต้องจ่ายค่าห้องแบบเต็ม ๆ ไป

:: COST ::


2821 views

มัลดีฟส์ ไปทำไมอะ

อยากรู้ก็ตามมาดูสิจ๊ะ

แพลนเที่ยว ภูฏาน 5 วัน 4 คืน

ประเทศเล็กๆ ในเทือกเขาหิมาลัย สัมผัสวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ท่ามกลางธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ เสน่ห์มากมายที่น่าค้นหา และแฝงไปด้วยมนต์ขลัง เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ไปแล้วไม่มีวันลืม

Maldives is your love ?

จริง ๆ อยากจะถามว่า How deep is your love ? แต่ไม่มีใครให้ถาม .. เราเลยเปลี่ยนชื่อทริปนี้ Maldives is your love ? แทน สถานที่ในฝันที่ไม่ใช่เฉพาะของคนที่คู่เท่านั้น เพราะทริปนี้เราจะไปแบบโสด ๆ จะเหงา จะเศร้า จะสุข หรือจะสนุกแค่ไหน ต้องลุ้น