TRAVEL STYLE
เรารู้ว่าคุณชอบท่องเที่ยว แต่ ณ ขณะนี้ คุณชอบท่องเที่ยวสไตล์ไหน
อุ่นกาย อิ่มใจ ในกัมพูชา
Feb 07, 2020 BY K9 Around The World

"....หนีร้อน ไปเจอร้อนกว่า....แต่ด้วยแรงศรัทธา ต้องมาสักครั้ง"

เชื่อว่าหลายๆ คนคงมีโอกาสได้ไปเที่ยวกัมพูชา ประเทศเพื่อนบ้านของเรา ซึ่งสามารถเดินทางไปง่ายๆ บินตรงแค่ 1 ชม.  โดยในทริปนี้ เราเลือกบินจากกรุงเทพฯ (ดอนเมือง) สู่เมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา โดยสายการบินไทยแอร์เอเชีย ถ้าไม่อยากเสียเวลาเที่ยว ก็สามารถเลือกบินไฟลท์เช้า ถึงสายๆ ก็เที่ยวได้เลย

เสียมเรียบเป็นเมืองที่สามารถไปเที่ยวได้ทุกฤดู จะว่าไปก็มีแต่ ร้อน กับ ร้อน ขึ้นอยู่ว่าจะร้อนมาก ร้อนน้อย ดังนั้นต้องเตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมร่างกายให้ดี รับมือกับแสดงแดดอันร้อนแรง อย่าลืมพกร่ม พกน้ำไว้ติดตัวไว้ตลอดทริป

หลังจากลงเครื่องที่สนามบินเสียมเรียบ ความร้อนแรงของแสงแดด ก็ต้อนรับเราอย่างอบอุ่น พร้อมกับไกด์ท้องถิ่น ไม่รอช้า เรารีบออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ตัวเมืองเสียมเรียบ เพื่อไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เสริมสิริมงคลสำหรับทริปนี้ ที่ศาลองค์เจก องค์จอม พระพุทธรูปคู่สองพี่น้องที่ชาวกัมพูชาเคารพนับถือ และเชื่อกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์มากๆ

หลังจากได้ไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ก็ทำให้รู้สึกจิตใจร่มรื่นขึ้นมาบ้าง... เลยแวะหาอะไรเย็นๆ ดับร้อนสักหน่อย มาถึงกัมพูชาทั้งที ใครว่าไม่มีคาเฟ่ให้นั่งชิลล์ๆ เพราะที่นี่มีกาแฟที่เป็นแบรนด์ท้องถิ่น ชื่อว่า Brown Café มีจุดเด่นที่ตัวกาแฟมาจากแหล่งผลิตชั้นเยี่ยมในประเทศ จึงเป็นที่หนึ่งครองใจคอกาแฟทั้งชาวกัมพูชา และชาวต่างชาติ ปัจจุบันมีมากกว่า 10 สาขา ทั้งในพนมเปญ และเสียมเรียบ

พักพอหอมปากหอมคอ จุดหมายต่อไป เราจะไปดูภาพรวมของเมืองเสียมเรียบ เพื่อศึกษาข้อมูลเบื้องต้น ที่ พิพิธภัณฑ์อังกอร์ หนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในกัมพูชา เพื่อให้เราได้สัมผัสคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ของอาณาจักรเขมรโบราณ ผ่านทุกตารางเมตรในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้


และไฮไลท์ของ พิพิธภัณฑ์อังกอร์ คือภาพพาโนรามา 360 องศา ที่เป็นภาพวาดสร้างร่วมกับเกาหลีเหนือ โดยเนื้อหาเกี่ยวกับสงครามในช่วงศตวรรษที่ 11 - 13 สมัยที่จักรวรรดิเขมรเรืองอำนาจ รวมทั้งการก่อสร้างนครวัดในเสียมเรียบ ภาพวาดนี้มีขนาดใหญ่เท่ากับสนามเทนนิสถึง 8 สนาม ใช้คนจำนวน 63 คนวาดนานมากกว่า 1 ปี แต่น่าเสียดาย ภายในห้องนี้ไม่สามารถถ่ายภาพได้ (หากต้องการถ่ายภาพ เรียกใช้บริการช่างภาพของทางพิพิธภัณฑ์ได้เลย) อยากแนะนำให้มาดูของจริงด้วยตาตัวเอง บอกเลยว่างดงาม อลังการสมจริงมากๆ

หลังจากนั้น ก็ได้เวลาออกไปเจอของจริง แต่ก่อนอื่นเราต้องแวะซื้อตั๋วเข้าชมปราสาท One day Pass : 37 USD ประมาณ 1,200 บาท สามารถใช้เข้าชมปราสาทในเย็นวันนั้นได้เลย และเก็บไว้ใช้ในวันรุ่งขึ้นเต็มๆอีก 1 วัน ซึ่งต้องเก็บรักษาให้ดี เพราะบนตั๋วมีรูปเราปรากฏอยู่ ถ้าตั๋วหายก็จบข่าว!! ซื้อใหม่อย่างเดียว


ตอนนี้มีเหลือเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมง พอที่จะเดินทางไปปราสาทเล็กๆ ที่ชื่อว่า ปราสาทแปรรูป และขึ้นไปจุดชมวิวที่นักท่องเที่ยวส่วนมากต่างเดินทางมาปักหลักรอแสงพระอาทิตย์ตกดิน ความสำคัญของปราสาทนี้ ถูกสร้างด้วยวัสดุหลายชนิด เช่น ศิลาแลง หินทราย และอิฐ ด้านหน้าทางขึ้นปราสาทเป็นฐานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าใช้ทำพิธีเกี่ยวกับพิธีศพ เป็นที่มาของชื่อปราสาทแปรรูป ซึ่งถือเป็นการอุ่นเครื่องเบาๆก่อนแล้วกัน เพราะวันต่อๆไป เป้าหมายแต่ละที่นั้น นับว่าเป็นที่สุดของอารยธรรมในเสียมเรียบจริงๆ

วันที่สอง เราแพลนไว้ว่าจะเที่ยวในปราสาทหลักๆ ที่นครวัด และ นครธม แต่ถ้าใครชอบถ่ายรูป อยากได้แสงสวยๆ แนะนำว่าให้เก็บนครวัดไว้ท้ายสุด เพราะช่วงแสงอาทิตย์ตกดิน มันสวยมากกกก.... งั้นตอนเช้า ออกไปลุยกันที่นครธมก่อนเลย

นครธม หรือ Angkor Thom เป็นเมืองหลวงที่แข็งแกร่งที่สุดของอาณาจักรเขมร ตั้งแต่สมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งภายในเขตนครธมนั้นมีปราสาทมากมาย ที่มีความงดงาม สวยโดดเด่น ซึ่งปราสาทที่มีชื่อเสียง และเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวนั่นก็คือ ปราสาทบายน ที่เค้าว่ากันว่า รอยยิ้มแห่งบายน มันเป็นยังไง จะได้เห็นของจริงก็วันนี้แหล่ะ...

ตั้งแต่ประตูทางเข้า ก้าวข้ามผ่านสะพานหินสลักขนาดใหญ่ สองข้างทางเต็มไปด้วยหินแกะสลักของเทวดาและยักษ์ 54 องค์กำลังยื้อยุดฉุดดึงพญานาคเพื่อกวนเกษียรสมุทร และที่สะดุดตา บนยอดของปราสาทกับงานแกะสลักพระพักตร์ของพระอวโลกิเตศวรหันหน้าออก 4 ทิศ ที่มีสายตาที่ทอดมองลงมาพร้อมรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาต่อชาวโลก


ถัดออกไป เดินทางไม่ไกลจากนครธม มาแวะกันที่ปราสาทตราพรหม ถ้าบอกว่าปราสาท Tomb Raider หลายๆคนก็คงร้อง..อ๋อ... เพราะมีชื่อเสียงโด่งดังมากจากภาพยนตร์ จุดสนใจคือตัวปราสาทที่มีกิ่งก้านของต้นสะปงขนาดใหญ่ปกคลุมอยู่ ความแปลกตาและงดงามนี้ทำให้ได้รับการยกย่องจาก UNESCO ให้เป็นมรดกโลกในปี 1992 และเป็นปราสาทที่ได้รับการรักษาสภาพเดิมเอาไว้มากที่สุด

ออกเดินทางต่อไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อไปปราสาทบันทายศรี เค้าบอกว่าเป็นปราสาทหินที่งดงามที่สุดในประเทศกัมพูชา ถึงแม้จะเป็นปราสาทหลักเล็กๆ ผ่านกาลเวลามาแล้วกว่าพันปี แต่ด้วยลวดลายการแกะสลักนูนสูงที่ยังมีความชัดเจน และอ่อนช้อยบนหินทรายสีชมพู จึงเป็นอีกปราสาทที่ห้ามพลาด

และปิดท้ายไฮไลท์ช่วงเย็นของวันนี้ ที่ นครวัด สิ่งปลูกสร้างทางศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก จากภาพที่คุ้นตากับ 5 ยอดปราสาท ที่เมื่อแสงแดดตกกระทบยอดปราสาท เกิดเงาสะท้อนบนผิวน้ำ และตัวปราสาทกลายเป็นสีทองงดงาม เพราะปราสาทแห่งนี้มีความแตกต่างจากหลังอื่น คือหันไปทางทิศตะวันตก ทำให้ภาพที่ออกมาในช่วงเย็นสวยงามมากกว่าในช่วงเวลาอื่น


บริเวณรอบๆ ปราสาทนครวัด เป็นระเบียงคดที่มีภาพสลัก ความยาวกว่า 800 เมตร แกะสลักเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 และเรื่องราวรามายณะ รวมทั้งรูปแกะสลักการกวนเกษียรสมุทร และนางอัปสรมากกว่า 1,796 นาง ที่อยูทั่วปราสาทซึ่งจะมีลาลาท่าทางที่แตกต่างกันไป



การเที่ยวชมปราสาทนครวัด ควรใช้เวลาอย่างน้อย 3 ชม. เพราะพื้นที่ค่อนข้างกว้างมาก และถ้ามีเวลาอย่าลืมขึ้นไปชมบนยอดปราสาทกันด้วย

วันที่สาม เราออกไปนอกเมือง แต่ไม่ไกลจากเสียมเรียบ กับอาณาจักรเขมรโบราณ ที่เคยเป็นราชธานีอีกแห่งหนึ่ง มีนามว่า “เกาะแกร์” (Koh Ker) หรือ นครโฉกครรคยาร์ หมายถึง เกาะแห่งความรุ่งโรจน์ เป็นที่ตั้งกลุ่มปราสาทเก่าโบราณมากมาย จุดสำคัญนั่นก็คือ พีระมิดเกาะแกร์ ความสูง 7 ชั้น ประมาณ 35 เมตร บนยอดพีระมิด เดิมเป็นที่ตั้งของศิวลึงค์ แต่ปัจจุบันไม่มีเห็นแล้ว ไม่เชื่อก็ลองขึ้นไปดูได้...

ถ้าใครอยากขึ้นไปชมวิวข้างบนยอดพีระมิดเกาะแกร์ ก็สามารถเดินขึ้นไปได้ เค้าทำเป็นบันไดไม้ไว้ให้ แต่ค่อนข้างสูงมากๆ เล่นเอาหอบกินเหมือนกัน พอถึงยอดเราจะได้เห็นวิวรอบๆ บริเวณเกาะแกร์เต็มไปด้วยผืนป่าขนาดใหญ่ ลมแรงแต่แดดร้อนมาก


ออกมาจากพีระมิดเกาะแกร์ ไม่ไกล ก็ได้เจอจุด Unseen ที่เป็นที่ตั้งของ ปราสาทปรัม (ปรัม แปลว่า 5) ประกอบด้วยปราสาทขนาดย่อมๆ 5 ปราสาท จุดเด่นคือตัวปราสาทที่มีรากไม้ปกคลุมดูแปลกตา และสวยงามท่ามกลางความเงียบสงบ จนเมื่อก้าวเข้ามาทำให้รุ้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูก

ตกเย็น ปิดท้ายวันนี้ เดินทางออกไปยังปราสาทเบ็งเมเลีย มหาปราสาทที่ยิ่งใหญ่ มีสถาปัตยกรรมโดดเด่น สร้างเลียนแบบศิลปะของปราสาทนครวัด จนได้รับการขนานนามว่า “นครวัดตะวันออก” จนเกิดสงครามกลางเมืองของชาวกัมพูชา ทำให้ยอดปราสาทหลายหลังถล่มลงมา ทำให้ถูกทิ้งร้างมาหลายร้อยปี จนสภาพแวดล้อมมีมอส รากต้นไม้ขึ้นตามตัวปราสาท เป็นความสวยงามน่าดึงดูดใจไปอีกแบบออกแนวผจญภัย


วันที่สี่ ออกไปล่องเรือชมธรรมชาติที่โตนเลสาบ ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อยู่ใจกลางของประเทศกัมพูชา มีพื้นที่ 7,500 ตารางกิโลเมตร ความลึกประมาณ 10 เมตร เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก น้ำจะท่วมพื้นที่บริเวณรอบๆ ทำให้โตนเลสาบขยายตัวออกกว้างมากถึง 6 เท่า และมีปลาน้ำจืดชุกชุมมากแห่งหนึ่ง ชาวกัมพูชาเป็นจำนวนมากที่ประกอบอาชีพประมง และอาศัยอยู่ในบริเวณทะเลสาบแห่งนี้ จึงเกิดเป็นหมู่บ้านที่เหมือนลอยอยู่กลางน้ำแห่งกัมปงพลุก

เราสามารถใช้บริการเรือทัวร์ท่องเที่ยว ชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวกัมปงพลุก และความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ชายเลน ใช้เวลาในการนั่งเรือเที่ยวชมประมาณ1-2 ชั่วโมง ระหว่างเราจะได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน วัด สถานีตำรวจ มีหมด และอาชีพที่สึุดแปลกของชาวบ้านที่นี่ คือการเลี้ยงจระเข้ และมีเมนูอาหารที่ทำมาจากเนื้อจระเข้ให้ได้ลองชิมกันด้วย

ได้เวลาขึ้นฝั่ง เพื่อมุ่งหน้าไปยังกรุงพนมเปญ แต่เราจะแวะกันที่ จ.กำปงธม อยู่ห่างจากกรุงพนมเปญไปทางทิศเหนือประมาณ 206 กิโลเมตร ซึ่งที่นี่เป็นที่ตั้งของ ปราสาทสมโบร์ไพรกุก แหล่งโบราณคดีของอาณาจักรอิศานปุระ หรืออาณาจักรเจนละ และได้รับการจดทะเบียนขึ้นเป็นมรดกโลกแห่งที่ 3 ของประเทศกัมพูชา ด้วยพื้นที่ 25 ตารางกิโลเมตร ประกอบกลุ่มปราสาทหลังเล็กๆ ในผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์

เหนื่อยกันมาครึ่งวันแล้ว ก็นั่งรถกันยาวๆ เพื่อเข้าตัวเมืองหลวงของกัมพูชา ใช้เวลาประมาณ 4 ชม. ซึ่งจะพักกันที่พนมเปญ 1 คืนก่อนเดินทางกลับ 


วันสุดท้าย แต่ยังไม่ท้ายสุดที่จะหยุดเที่ยว ไหนๆ ก็มาถึงพนมเปญทั้งที ยังพอมีเวลาให้ตามเก็บแลนด์มาร์คต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เขตพระราชวัง วัดพระแก้ว อนุเสาวรีย์ และพิพิธภัณฑ์ Tuol Sleng Genocide Museum ที่มีเรื่องราวอันโด่งดัง

พระบรมราชวังจตุมุขมงคล ในกรุงพนมเปญ มีสถานที่สำคัญหลายแห่ง หนึ่งในนั้นคือ “วัดพระแก้วมรกต” หรือ “วัดอุโบสถรตนาราม” และมีพระแก้วมรกตประดิษฐานบนบุษบก สิ่งที่น่าสนใจในวัดนี้คือโครงสร้างพื้นของพระวิหาร ที่ทำจากเงินบริสุทธิ์ 5,329 แผ่น แต่ละแผ่นมีน้ำหนัก 1.125 กิโลกรัม ประดับหินอ่อนนำเข้าจากอิตาลี รวมแล้วเป็นเงิน 20 ล้านเรียล ในพระวิหารยังมีพระพุทธรูป “พระชินรังสีราชิกนโรดม” ที่สร้างจากทองคำ 90 กิโลกรัม ประดับเพชรพลอย 2,086 เม็ด (ภายในพระวิหารไม่สามารถถ่ายภาพได้)

และสถานที่สุดท้ายที่บอกเลยว่าพลาดไม่ได้ และเป็นสถานที่ที่มีเรื่องเล่า ประวัติศาสตร์ที่สร้างบาดแผล และร่องรอยความเจ็บปวดทั้งทางกายและจิตใจแก่มวลมนุษยชาติ


พิพิธภัณฑ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ "ตวลสเลง" ที่เคยเป็นคุกสมัยที่เขมรแดงครองประเทศ หรืออีกชื่อคือ S-21 (Security Office 21) ดั้งเดิมเป็นโรงเรียนมาก่อน นำมาใช้เป็นที่กักขังและขู่เข็ญคนที่คิดว่ากบฏต่อประเทศ โดยมีใช้เครื่องทารุณเพื่อทรมานให้ผู้ถูกคุมขังสารภาพ และจบท้ายด้วยการฆ่า บรรยากาศข้างในค่อนข้างเงียบสงบ และชวนขนลุก 

กฎเหล็ก 10 ข้อของผู้ที่ถูกคุมขัง ถ้าใครฝ่าฝืนจะถูกทรมานและนำไปฆ่าทันที

โชคดีที่เราได้เจอกับ หนึ่งในผู้ที่รอดชีวิตจากคุก S-21 และลุงแกได้เขียนหนังสือออกมาขายให้กับนักท่องเที่ยว


จบทริป เสียมเรียบ-พนมเปญ เป็นที่เรียบร้อย จากด้วยแรงศรัทธา ถือว่าคุ้มค่าสำหรับการได้มาเที่ยวครั้งแรก ที่ประเทศกัมพูชา อาจจะไม่ได้รู้ประวัติศาสตร์ทั้งหมด แต่ใครที่ชอบความเป็นธรรมชาติ และอารยธรรม ต้องเต็มอิ่มกลับไปแน่นอน

ขอบคุณสายการบินไทยแอร์เอชีย ที่ให้เราได้มาเที่ยวกัมพูชาได้ง่ายๆ


431 views

ตุรกี...นี่นี้ ต้องไปลอง

เที่ยวทั้งที ทริปนี้จัดพร้อมกัน 2 ทวีป “ตุรกี” เป็นประเทศหนึ่งเดียวในโลกที่มีดินแดนอยู่ทั้งในทวีปเอเชียและทวีปยุโรป และแหล่งประวัติศาสตร์อารยธรรมที่เก่าแก่ ความหลากหลายของชนหลายกลุ่ม