TRAVEL STYLE
เรารู้ว่าคุณชอบท่องเที่ยว แต่ ณ ขณะนี้ คุณชอบท่องเที่ยวสไตล์ไหน
เที่ยวแบบ Slow life ไปกับเรือ Quantum Of The Seas | Ep. 4
Jan 20, 2020 BY Morin

ฮัลโหลๆ ใน EP. นี้ เราจะได้ขึ้นฝั่งญี่ปุ่นกันแล้ว เป็นวันนี้ที่รอคอยอย่างแท้จริง วันนี้เราจะไปที่ไหน ไปกินของเด็ดๆ อะไร ต้องตามอ่านต่อไปนะจ๊ะ อย่าพลาดเชียว อย่าพึ่งเบื่อกันนะ

เรามาทวนเส้นทางกันหน่อย
Day 1 ดอนเมือง – Tianjin, china (เข้าพักโรงแรม)
Day 2 Tianjin, china - ขึ้นเรือ Quantum of the sea
Day 3 At sea
Day 4 At sea
Day 5 Kyoto (Maizuru), Japan
Day 6 Sakaiminato, Japan
Day 7 Fukuoka, Japan
Day 8 At sea
Day 9 Tianjin, china

DAY 5 : 22 ก.ค. 62
ตลาดปลา Maizuru Toretore Seafood - Amanohashidate - ร้าน Tsuruya Shokudo - ล่องเรือ Ine Bay - หมู่บ้านชาวประมง Ine No Funaya - Ine Cafe - กลับขึ้นเรือ

ตอนนี้เราถึงเมืองไมซูรุ ในจังหวัดโตเกียวกันแล้วนะ กว่าเราจะได้ขึ้นฝั่งก็ต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองญี่ปุ่นบนเรือที่ตรวจอย่างเข้มงวด ใช้เวลาพอสมควร พอผ่านพิธีการต่างๆ มาได้ ออกจากเรือปุ๊ป จะเจอกับบรรอากาศอันสดใส แต่ไม่เป็นอย่างที่คิด วันนี้บรรยากาศขมุกขมัว ฝนตกปรอยๆ แล้วก็เรื่มหนักขึ้นๆ เราก็เดินไปหลบฝนในเต๊นท์ที่ทางท่าเรือจัดไว้แล้ว เพื่อรอรถตู้พร้อมคนขับที่จองตั้งแต่ตอนอยู่ที่ไทย เราไม่ได้พกร่มออกมาจากเรือ จึงเฉอะแฉะเหนอะหนะไปหมด


ต้องบอกก่อนว่าเมืองไมซูรุนี้เป็นเมืองท่าที่สำคัญทางทะเลของญี่ปุ่นเชียวนะ คลังอาหารทะเลสดๆ อยู่ที่นี่! สถานที่แรก ที่เราจะไปก็คือ ตลาดปลา Maizuru Toretore Seafood (ในขณะนั้นฝนก็ยังคงตกอยู่)
พิกัด :
905 Shimofukui, Maizuru, Kyoto 624-0946, Japan (เปิดจันทร์-อาทิตย์ 9.00 น.-18.00 น. | ปิดวันพุธ)

วิวด้านหน้าตลาดปลา คือดี มองเห็นภูเขาพร้อมหมอกเบาๆ อากาศเย็นๆ ในหน้าร้อนนั้น ช่างรู้สึกดีจริงๆ 


เป็นตลาดปลาที่ดูไม่เหมือนตลาดปลาจริงๆ แต่พอมีรูปปูติดอยู่ก็พอเข้าเคล้าอยู่บ้าง ป่ะ เราลองเข้าไปข้างในกันดีกว่า


บรรยากาศข้างในถือว่าสะอาดเลยแหล่ะ ตอนนี้คนยังไม่ค่อยมีด้วย เดินได้อย่างสบายๆ ภายในมีทั้งอาหารทะเลสดๆ อาหารแปรรูปต่างๆ แล้วก็พวกของที่ระลึก


โอ้โห! ดูสิ หอยนางรมตัวใหญ่มากกกก


ปลาแดดเดียว ปลาตากแห้งก็มีนะ ดูสะอาด น่ากินมากๆ


ปลาหมึกย่าง กุ้งย่าง หอยย่าง ทุกอย่างตัวใหญ่ๆ ทั้งนั้น อื้อหืออ...น้ำลายไหล


อาหารสั่งมาแล้วนั่งกินภายในตลาดได้เลย มีโต๊ะรองรับ  มาลองชิมกันหน่อยดีกว่า คือทุกอย่างไม่ต้องหาน้ำจิ้มอะไรมาจิ้มเลย เพราะของทะเลมันสด มันมีความหวานในตัวของมัน บวกกับทางร้านทาซอสบางๆ แล้วย่างมาเรียบร้อย ไม่ว่าจะหอย จะกุ้ง จะปลาหมึก เข้าปากปุ๊ป เคี้ยวกรุบๆ ฟินปุ๊ปปั๊ปเลย สดจริงๆ คอนเฟิร์มจ้า (สักพักทัวร์มาลง คนเยอะมากจ้าแม่ เดินกันให้วุ่น แถมโต๊ะนั่งกินจะไม่พอนั่ง)


เมนูถัดไปเป็นปูทาระบะย่าง เนื้อหวานชุ่มฉ่ำ ไม่ต้องจิ้มซอสอะไรเพิ่มเลย



จากนั้นก็นั่งรถต่อไปยัง อะมาโนะฮาชิดาเตะ (Amanohashidate) สันทรายยาว 3.6 กิโลเมตร ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติกลางอ่าวมิยาซุ (Miyazu) ในจังหวัดเกียวโต เป็นจุดชมวิวที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดติด 1 ใน 3 ของญี่ปุ่น เป็นที่รู้จักกันในชื่อสะพานสู่สรวงสวรรค์ 
พิกัด :  Monju, Miyazu, Kyoto 626-0001, Japan


จุดที่เราจะขึ้นไปเรียกว่า อะมะโนะฮะชิดะเตะ วิว แลนด์ (Amanohashidate View Land) เป็นสวนสนุก และจุดชมวิวบนภูเขา ด้านบนจะมีทั้งเครื่องเล่นต่างๆ จุดชมวิว แล้วก็มุมถ่ายรูปสวยๆ มากมาย
ค่าเข้าชมราคา 850 เยน
  


การเดินทางขึ้นไปบน Amanohashidate View Land สามารถเลือกได้ว่าจะนั่ง Monorail (ใช้เวลา 7 นาที) หรือ นั่ง Chair lift (ใช้เวลา 6 นาที) อย่างเราอ่ะหรอ... ต้องนั่ง Chair lift สิ เวลานั่งต้องจับ ต้องเกาะให้ดีนะ เพราะไม่มีตัวล็อคเรากับเก้าอี้ ขาขึ้นไปไม่ค่อยน่ากลัว เพราะเรานั่งจากที่ต่ำไปสูง หันหน้าเข้าหาภูเขา แต่ตอนลงนี่สิแอบหวาดเสียว มองลงไป คือมันสูงมากกกก แต่มันคุ้มค่าจริงๆ ที่ได้เห็นวิวให้อีกมุมมอง ขอบอกว่าสวยมาก เหมือนเรานั่งแล้วลอยอยู่บนสวรรค์เลย
  


จุดชมวิวอามาโนะฮาชิดาเตะ วิวแลนด์ (Amanohashidate View Land) เปิดเมื่อปี ค.ศ. 1970 ทีเด็ดคือเราต้องก้มลงมองลอดใต้หว่างขา จะเห็นสันทรายเป็นรูปมังกรตัวใหญ่กำลังบินสู่สรวงสวรรค์ (บนท้องฟ้า)!!!!
 


เราลองนำภาพมากลับหัวให้ดูความแตกต่าง ดูคล้ายมังกรไหมล่ะ? ต้องจินตนาการกันสักหน่อย

รูปที่ 1 : มุมมองปกติ  รูปที่ 2 : มุมมองลอดใต้หว่างขา

 

จะมองมุมไหนก็สวยจริงๆ บรรยากาศดีมาก


ที่นี่มีเครื่องเล่น และกิจกรรมต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ม้าหมุน รถไฟ และชิงช้าสวรรค์ หรือจะเป็น Cycle car รถรางแบบลอยฟ้าสำหรับปั่นชมวิว ซึ่งมองเห็นวิวได้ทั้ง 360 องศาเชียวนะ 



ตรงนี้เรียกว่า Hiryukan-kairo (Viewing sky path) เป็นเหมือนสะพานลอยฟ้า ชมวิวได้แบบพาโนราม่า ตอนเราเดินลมพัดแรง ทำให้ตัวสะพานสั่นเป็นระยะๆ บอกตามตรงแอบกลัวอยู่เหมือนกัน


สถานที่นี้ดูเหมาะกับการมาเที่ยวเป็นครอบครัวมากๆ เด็กๆ น่าจะชอบกัน เพราะมีกิจกรรมให้ทำเยอะแยะเลย แถมบรรยากาศชิวๆ นั่งรถไฟน่ารักๆ ชมวิว ชมพันธุ์ไม้ต่างๆ ไปเรื่อย ก็เพลินดีนะ


ลงมาจากจุดชมวิว แล้วเดินต่อไปอีกหน่อย ก็จะเจอบ้านเมือง ร้านค้า ร้านอาหารมากมาย ที่ยังคงสไตล์คลาสสิก


ได้เวลาของมื้อกลางวันแล้ว เรามาฝากท้องกันที่ร้าน Tsuruya Shokudo เป็นร้านอาหารที่เน้นวัสถุดิบอาหารทะเลสดๆ เป็นวัตถุดิบท้องถิ่น แต่เมนูไม่ได้มีแค่อาหารทะเลนะ ยังมีเมนูหมู เมนูไก่ ด้วย  ส่วนของหวานก็มีไอศครีมขาย เราว่า ร้านตกแต่งได้น่ารักมากกก ดูอบอุ่นๆ ดี
พิกัด : 848 Nakano, Miyazu, Kyoto 629-2232 (เปิด 8:30 น. - 17:00 น.)



นอกจากอาหารแล้วที่นี่ยังมีของที่ระลึกน่ารักๆ ขายด้วยนะ 


ร้านไม่ได้ใหญ่มาก ภายในจึงไม่มีที่นั่งเยอะมากนัก แต่บรรยากาศดูเป็นกันเอง อบอุ่น เหมือนนั่งอยู่ที่บ้าน


เมนูที่เป็น Signature ของที่นี่ คือ Tango "Treasure" bowl หรือสมบัติจากทะเล ราคาชุดละ 1,650 เยน 


สมบัติจากทะเลชามนี้ วัตถุดิบมาจากท้องถิ่น ทั้งข้าว ทั้งเครื่องเคียง จนไปถึงอาหารทะเลที่สด และพิเศษสุดๆ ในแต่ละฤดูวัตถุดิบก็จะแตกต่างกันออกไป 
เมื่อถึงเวลาก็เจาะไข่ดิบ คลุกทุกอย่างให้เข้ากัน ขอบอกว่่่า อร่อยมากกก วัตถุดิบสดมากกก ปลาหมึกกับหอย หวาน และกรุบ ส่วนเนื้อปลาฉ่ำ และหวาน
รสชาติทุกอย่างเข้ากันจริงๆ แนะนำให้มาโดนจ้า  


เมนูต่อมา ข้าวหน้าไก่ราดไข่ (Oyako-don) ไก่เป็นเหมือนไก่ที่ต้มมา แล้วราดไข่เลย เนื้อไก่เลยชืดๆ ไป แต่ไข่ราดนุ่ม แถมปรุงมาได้รสชาติ


ข้าวหน้าหมูทอดราดไข่ (Katsu-don) เมนูนี้เวิร์คกว่าเมนูไก่ด้านบน หมูทอดรสชาติดีมาก กรอบนอกนุ่มใน ส่วนไข่ก็นุ่ม และหอมเช่นเคย แนะนำ!


เมนูสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด แกงกะหรี่อุด้ง (Curry Udon) แกงกะหรี่เข้มข้นมาก เส้นก็นุ่ม แต่เค็มไปหน่อย



ตบท้ายด้วยของหวาน ไอศครีมชาเขียว สุดที่รัก มีเครื่องเป็นถั่วแดง กลิ่นดี รสชาติได้ ไม่หวานเกินด้วย อากาศเริ่มร้อน ได้ไอศครีมไปทำให้สดชื่นขึ้นเยอะเลย


เมื่ออิ่มท้องแล้วก็นั่งรถไปต่อยัง Ine Bay เพื่อไปล่องเรือชมธรรมชาติ รับลม รับกลิ่นอายของ หมู่บ้านชาวประมง (Ine No Funaya) ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ขณะที่เรือล่องไปเรื่อยๆ ก็มีนกหลากหลายชนิดบินไปกับเรือ บ้างก็เกาะเรือไปด้วย 
พิกัด : Ine Bay, Ine-cho, Yosa-gun, Kyoto


หมู่บ้านชาวประมง (Ine No Funaya) ตั้งอยู่บนชายฝั่งของอ่าวอิเนะ ที่นี่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี โดยมีบ้านเรือนสไตล์ฟุนายะ (Funaya) 230 หลังทอดยาวเป็นแนวเส้นโค้งสวยงามริมอ่าวเป็นระยะทางยาวกว่า 5 กิโลเมตร ซึ่งคงสภาพของเดิมไว้
 


บ้านจะติดริมน้ำเพื่อที่ลงเรือออกทะเลจากชั้นหนึ่งของตัวบ้านได้เลยทันที ส่วนชั้นสองใช้เป็นที่อยู่อาศัย


ที่นี่เป็นที่ๆ เราชอบมากสุดเลยแหล่ะในทริปนี้ อากาศดีมาก สูดเข้าให้เต็มปอดกันไปเลยจ้า น้ำก็สวย บ้านเรือนก็เป็นเอกลักษณ์ ทุกอย่างมันเพอร์เฟค ให้มาอีกก็มาแน่นอน
 


นั่งรถออกมาอีกนิด Ine Cafe (เปิด-ปิด 11.00 น. - 17.00 น.) คาเฟ่ Earth Tone น่ารักๆ ที่มีวิวดีงาม...สามล้านห้า ร้านมี 2 ชั้น ซึ่งชั้นไหนก็วิวดีทั้งนั้น
พิกัด : 593-1 Hirata Ine Yoza-gun Kyoto


ชั้นล่างจะมีมุมยอดฮิต คือ โต๊ะที่มีคำว่า INE CAFE ด้านหน้าเป็นหน้าต่างบานใหม่ มองวิวได้เหมือนเวลานั่งอยู่ด้านนอก ระเบียงด้านนอกไปนั่งถ่ายรูปก็แจ่มดีเหมือนกัน


รีบกลับขึ้นเรือกันเถอะ เดี๋ยวจะไม่ทันการแล้วจะตกเรือเอาได้นะ (วันนี้ต้องขึ้นเรือก่อน 19.30 น. ควรเผื่อเวลา) 

เมื่อถึงเรือแล้วก็ได้เวลา Dinner (กินอย่างเดียวเลย) ยังคงอยู่กับห้องอาหารหลัก Chic กันอีกแล้ว
เมนูเรียกน้ำย่อยเราสั่งมา 3 อย่าง อย่างแรกเป็น ซุปไข่ (Egg Drop Soup) เป็นซุปใสๆ ใส่ต้นหอม กินตอนร้อนๆ รสชาติอร่อยดี
   


เรียกน้ำย่อยจานที่ 2 เป็น สลัดเป็ดซอสฮอยซิน (Hoisin Duck Salad) เป็ดไม่เหม็นสาบ ซอสรสชาติเค็มๆ หวานๆ รสชาติก็ใช้ได้อยู่


เรียกน้ำย่อยอย่างสุดท้ายก็คือ ปลาหมึกชุบแป้งทอด (Crispy Fried Calamari) เป็นปลาหมึกชุบแป้งทอดสไตล์อิตาเลี่ยน กินกับซอสมายองเนสเลม่อนกระเทียม อร่อยเลยแหล่ะ ปลาหมึกกรุบ แป้งกรอบ ซอสเค็มนิดๆ เปรี้ยวหน่อยๆ ทำให้ไม่เลี่ยนเกิน


มาถึงจานหลักกันบ้าง กินเบาๆ พอ (เบาใช่ไหม? ฮ่าๆๆ) แซลมอนย่าง (Grilled Salmon) หนังแซลมอนกรอบ เนื้อนุ่ม มันนิดนึง แต่หอมกลิ่นย่าง กินคู่กับมันฝรั่งกับผักอะไรซักอย่าง กินกับซอสมายองเนสเลม่อน


ปิดท้ายด้วยของหวานเป็นอันเสร็จสิ้นด้วย พายแอปเปิ้ล (Apple Pie) แป้งอร่อย ไส้แอปเปิ้ลเยอะ ส่วนตัวว่าหวานไป แต่ไอศครีมวนิลลายังคงอร่อยเหมือนเดิม


คืนนี้ฝันดีราตรีสวัสดิ์ไปกับกระต่ายน้อยที่คุณพ่อบ้านจัดไว้ให้ น่ารักจริงๆ


DAY 6 : 23 ก.ค. 62
Gosho Aoyama Museum - ตลาดปลา Tairyo Ichiba Nakaura - ร้าน Yumiganama - Mizuki Shigeru Museam - กลับขึ้นเรือ

วันนี้เรือเรามาลงกันที่จังหวัดทตโตริ (Tottori) เมืองที่ประชากรน้อย แต่ธรรมชาติยังอุดมสมบูรณ์สุดๆ ขอบอกเลยว่าวันนี้แฟนๆ มังงะห้ามพลาดเชียวล่ะ

สถานที่แรกที่เราไปเยือนคือ พิพิธภัณฑ์ Gosho Aoyama Manga Factory ตั้งอยู่ที่หมู่บ้าน Hokueicho จังหวัด Tottori ซึ่งเป็นบ้านเกิดของอาจารย์โกโช อาโอยามะ (Gosho Aoyama) ผู้เขียนการ์ตูนเรื่อง "ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน" และมีเรื่องอื่นๆ แต่ที่มีชื่อเสียงไม่แพ้กันก็จะเป็นเรื่อง "ไยบะ (Yaiba)" ถนนตลอดเส้นทางของหมู่บ้านนี้ตกแต่งด้วยตัวละครจากเรื่องโคนัน 
พิกัด : 1414 Yurashuku, Hokuei-cho, Tohaku-gun, Tottori (เวลาเปิด-ปิด : 9.30 น. - 17.30 น.)



บัตรเข้าชมราคา 700 เยน รูปบนบัตรมีประมาณ 4 แบบได้ พิมพ์บนกระดาษมันดีๆ น่าเก็บสะสมมาก


ใกล้ๆ ทางเข้า บนกำแพงมีรูปการ์ตูนที่มีชื่อเสียงของอาจารย์โกโช อาโอยามะ ก็คือ เรื่องยอดนักสืบจิ๋วโคนันกับไยบะ


ทางเข้ามีรูปปั้นของตัวละครเรื่อง ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน เป็นแก๊งนักสืบเยาวชน


ภายในพิพิธภัณฑ์มี 2 ชั้น ชั้นแรก จัดแสดงผลงานของอาจารย์อาโอยาม่า ตั้งแต่สมัยเด็กๆ สมัยชั้นประถม ไปจนถึงผลงานสร้างชื่อแก่อาจารย์มากมาย ทั้งเป็นต้นฉบับการ์ตูน แผ่นอนิเมะ รูปปั้นหุ่นจำลองตัวละครต่างๆ


มีหนังสือ รูปภาพต้นฉบับของเรื่อง ไยบะ ด้วย แล้วก็มีโต๊ะทำงานจำลองของอาจารย์อาโอยาม่า นักท่องเที่ยวสามารถทดลองนั่งแล้วถ่ายภาพเป็นที่ระลึกได้อีกด้วย


มีแสตนดี้จำลองภาพของอาจารย์โกโช อาโอยามะด้วย พร้อมที่มาของเรื่องยอดนักสืบจิ๋วโคนัน    


หนังสือการ์ตูนที่แปลของแต่ละประเทศ จำนวนเล่มจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับผู้แปล


ส่วนนี้เป็นแผนภาพของการ์ตูนยอดนักสืบจิ๋วโคนัน ซึ่งตีพิมพ์หลากหลายภาษาทั่วโลกกว่า 25 ประเทศ!  


มีตู้แสดงของสะสมที่เกี่ยวกับการ์ตูนเรื่อง “ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน” อยู่หลายอย่าง



ภายในตู้มีแบบจำลองของพิพธภัณฑ์ด้วย สร้างสรรค์ออกมาได้น่ารักมาก


บนผนังบางส่วนมีผลงานแบบลายเส้น Original และการลงสีหลายๆ แนว (บางส่วนห้ามถ่ายภาพ)


ปิดท้ายด้วยรูปปั้นโคนันในชุดว่ายน้ำสุดน่ารัก (ขออภัยที่รูปน้อยไปหน่อย คนเยอะมากไม่ค่อยสะดวกในการเดินดูเท่าที่ควร)  


ขับรถชมหมู่บ้านกันสักหน่อยเจอสะพานที่มีรูปปั้นโคนันอยู่ตรงหัวเสาสะพานขอแชะภาพซะหน่อย 


เดินข้ามทางม้าลายไปอีกฝั่งของจะเจอฝาท่อน้ำ เรื่อง ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน


ไปต่อกันที่ ตลาดปลานะคะอุระ (Tairyo Ichiba Nakaura Fish Market) ตลาดขายปลาที่มีรูปแกะสลักหินขนาด 7.7 เมตร ของคิทาโรเป็นสัญลักษณ์ ที่นี่มีของสดๆ ใหม่ๆ จากทะเลที่สะไกมินาโตะ
พิกัด : 209 Takenouchi Danchi, Sakaiminato 684-0046, Tottori (เวลาเปิด-ปิด : 8.15 น. - 4.30 น.)


หน้าทางเข้ามีร้านขายแตงโมลูกโตๆ หลากหลายพันธุ์


กลางวันนี้เราขอแวะกินของเด็ดๆ ที่ “ร้านอาหารยูมิกะฮามะ” (Yumigahama) ที่ตั้งอยู่ภายในตลาดขายปลาขนาดใหญ่นะคะอุระ เป็นร้านมีชื่อ หากใครมาเยือนตลาดปลานะคะอุระ ต้องมาโดนร้านนี้กันเลยทีเดียว ที่จังหวัดทตโตรินั้นขึ้นชื่อเรื่องปู ขนาดที่ว่า "ถ้าพูดถึงปูต้องนึกถึงทตโตริ" 


เริ่มต้นเราขอสั่ง ขนมจีบปูโทโระ (Kani Toro Shumai) ทำมาจากคานิโทโระ ก็คือเนื้อปูผสมมันสำปะหลังญี่ปุ่น น่าตาน่ากินใช่ไหมล่ะ รสชาติออกเค็มๆ หวานๆ ข้างในฉ่ำๆ อร่อยอยู่นะ



ส่วนเมนูต้นตำรับที่มาแล้วต้องสั่งคือ ข้าวหน้าปูคานิโทโระ (Kanitoro-don) โดยเป็นข้าวหน้าเนื้อปู มีไข่ออนเซ็นตรงกลาง พร้อมด้วยซุปมิโสะ ทีเครื่องเคียงเป็นปลาหมึกดอง กับผักดอง ราดหน้าด้วยโชยุ และมันสัมปะหลังขูดเนื้อเหนียวนุ่มที่เรียกว่า "โทโรโระ"


หิวกันไหม?


ซูมให้ดูกันชัดๆ ให้น้ำลายไหลกันไปข้างนึง


วิธีกิน : นำมันสำปะหลังขูดในถ้วยรูปไม้ไผ่ เทลงไปในถ้วยโชยุ แล้วก็คนๆๆ ตีๆๆ ให้เข้ากัน จากนั้นก็ราดบนข้าว แล้วก็คลุกทุกอย่างให้เข้ากัน 
เรื่องความสดไม่ต้องพูดถึง เนื้อปูหวานๆ ข้าวร้อนๆ คลุกกับซอสที่ผสมแล้ว คีบปลาหมึกดองมากินคู่ด้วยยิ่งดี รสชาติที่ลงตัวหาได้ที่ร้านนี้ อร่อยๆ จริงๆ มองไปโต๊ะไหนๆ ก็ต้องมีเมนูนี้เป็นหนึ่งในนั้น


เมื่อกินของคาวไปแล้ว ไปจัดของหวานกันบ้าง เดินไปซื้อในตลาดปลาเป็นไอศครีมจากปลาหมึก งงอ่ะดิ? นี่ก็งง ฮ่าๆๆ คนขายเข้าว่ามางี้ น่าจะนำหมึกจากปลาหมึกมาผสมในเนื้อไอศครีมให้สีดูแปลกไป แต่รสชาติก็คือ ไอศครีมวนิลลาดีๆ นี่เอง รสชาติไม่ได้แย่นะ ใช้ได้ๆ มาแล้วก็ไปลองหน่อยก็ไม่เสียหาย


อิ่มท้องแล้วก็ไปลุยกันต่อ รถตู้จอดให้เราลงแถว ถนนสายภูติพราย (Mizuki Shigeru Road) ฟังดูหลอนๆ แต่ไม่หลอนนะจ๊ะ


ตลอดเส้นทางก็จะมีสิ่งของ มีตัวละคร จากเรื่องผีน้อยคิทาโร่ อยู่ตามข้างทาง นอกจากนี้ก็มีร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึกอยู่มากมายให้เลือกสรร


เดินไปเรื่อยๆ ทางซ้ายมือก็จะเจอ พิพิธภัณฑ์มิสุกิชิเกะรุ (Mizuki Shigeru Museum) เป็นแหล่งรวบรวมประวัติของมิซูกิชิเกรุ ผู้เกิดที่เมืองสะไกมินาโตะใน จังหวัดทตโตริ นักเขียนการ์ตูนเรื่อง “อสูรน้อยคิทาโร่ (Gegege no Kitaro)" และที่นี่ยังจัดแสดงผลงานการ์ตูนของเขาอีกด้วย


ด้านในมีแสตนดี้แล้วก็ข้อมูลต่างๆ ซึ่งเป็นภาษาญี่ปุ่น


ตู้โชว์รวมหน้ากาก โมเดลผีต่างๆ


ตู้โชว์ของสะสมจากเรื่อง "อสูรน้อยคิทาโร่" ที่ทรงคุณค่า


เมื่อเดินต่อไปเรื่อยๆ จะพบห้อง “เนโบเกะจินเซ โนะ มะ” (Neboke Jinsei no Ma) แปลว่าห้องของคนละเมอ ซึ่งจัดแสดงแสตนดี้สูงเท่าตัวจริงของคุณมิสุกิชิเกะรุ และบรรยากาศห้องทำงานเขา


บนโต๊ะจำลองการเขียน การวาดการ์ตูน อุปกรณ์ต่างๆ ที่คุณมิสุกิชิเกะรุใช้


เดินต่อไปก็จะมีบล็อคจัดแสดงฉากต่างๆ ของ อสูรน้อยคิทาโร่ แต่ละอย่างเก็บรายละเอียดได้เป้นอย่างดี


นี่คือ "ปีศาจลูกตา" พ่อของคิทาโร่


เดินต่อไปเราสะดุดตากับบอร์ดรูปภาพนี้มาก ชอบเป็นการส่วนตัว เพราะเป็นรูปวาดที่ไม่ได้วาดเป็นลายเส้น แต่ใช้วิธีการจุดให้เป็นภาพ แล้วไล่แสงเงาด้วยระยะของจุด


จุดดูละเอียด และละมุนมาก 


มีบล็อคแสดงผีชนิดต่างๆ มากมาย (มีมากจริงๆ นี่แค่เป็นภาพบางส่วน) พร้อมฉากที่เหมือนจริง รวมๆแล้ว ดูเหมือนมีชีวิตเลย ทำให้หลอนอยู่เหมือนกัน


สิ้นสุดการเดินชมพิพิธภัณฑ์ ทางออกด้านหลังมีส่วนญี่ปุ่น บรรยากาศดีๆ อยู่ด้วย พอออกมาแล้วด้านหน้าพิพิธภัณพ์จะมีมาสคอตสลับคาแรคเตอร์กันมาในแต่ละวันของเรื่อง อสูรน้อยคิทาโร่ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปอย่างใกล้ชิด


หลังเพลิดเพลินกับเหล่าตัวการ์ตูนทั้งหลายไปแล้ว ก็ถึงเวลาอันสมควรที่จะต้องกลับขึ้นเรือ (ก่อน 16.00 น.) แอบเสียดายที่วันนี้ต้องขึ้นเรือไวกว่าเมื่อวาน เพราะยังเดินได้ไม่ทั่วเลย


และ Dinner ในวันนี้เรามาที่ห้องอาหาร Jamie’s Italien (Deck 5 : มื้อกลางวัน 12.00 น. - 13.30 น. | ดินเนอร์ 17.30 น. - 21.30 น.) ร้านอาหารอิตาเลียนสไตล์โฮมเมดของเชฟชื่อดังจากเกาะอังกฤษอย่าง Jamie Oliver ความพิเศษของร้านนี้ก็คือ การทำเส้นพาสต้า และแป้งพิซซ่าแบบสดๆ ทำให้รสชาติของแป้งนั้นนุ่มหนึบอร่อยไม่เหมือนใคร ส่วนเมนูอาหารนั้นก็มีให้เลือกเยอะทีเดียวทั้งเมนูของทานเล่น โคลคัท พาสต้า พิซซ่า สลัด เมนคอร์สและของหวาน พร้อมด้วยค็อกเทล และม็อกเทลอีกเพียบ 


ขอบอกเลยว่าสั่งมาจัดหนัก จัดเต็ม!!  

อย่างแรกของเมนูเรียกน้ำย่อย (คนรักเนื้อ รักชีสต้องเลิฟ) จานเด่นของร้านมาแบบยิ่งใหญ่อลังการณ์เวอร์ อย่าง Antipasti Planks เสิร์ฟบนเขียงไม้ยาวที่มี Cured Meat ชิ้นบางหลากหลายรสชาติ ในเซ็ตนี้มีทั้งเนื้อสัตว์ โคลด์คัต ชีส ผัก และเครื่องเคียงดอง ทางร้านใช้กระป๋องซอสมะเขือเทศเป็นฐานรองเพื่อประหยัดพื้นที่บนโต๊ะ ประกอบด้วย แฮมดิบอิตาเลี่ยน Prosciutto, โบโลน่า Mortadella, ซาลามี่เม็ดยี่หร่า Fennel Salami, ชีสต่างๆ แล้วก็พวกพริกดอง มะกอกดอง
รสชาติ : แฮมดิบ ซาลามี่ โบโรน่า ส่วนใหญ่ คือ เค็มมาก ไม่ก็ออกเปรี้ยวๆ ไปเลย ส่วนขนมปังโอเค ชีสรสชาติไม่โอเลย (สำหรับเรา ปกติชอบกินชีสนะ) มันแข็งๆ เนื้อสัมผัสรสชาติแปลกๆ เค็มๆ ขมๆ เปรี้ยวๆ อึ๋ยย บอกไม่ถูก ไม่แน่ใจว่าเป็นชีสชนิดไหน


เห็ดนางรมชุปแป้งทอด (Mushroom Fritti)
กับซอสมายองเนสกระเทียม  
รสชาติ : เห็ดกรอบ หอม ยิ่งจิ้มซอสยิ่งเพลิน ลงตัว กินเพลินสุดๆ


ซุปมะเขือเทศ (Tomato Soup) 
รสชาติ :
เปรี้ยวๆ หวานๆ นำขนมปังมาจุ่มก็ทำให้อร่อยขึ้น


สลัดผัก (Simple Green Salad)
รสชาติ :
ธรรมดาๆ เลย ไม่ได้มีอะไรพิเศษ


ซีซ่าร์สลัด (Caesar Salad) ใส่ไก่ย่าง
รสชาติ : อร่อยดีนะ ไก่ย่างหอมๆ นุ่มๆ กับผักสดคลุกเคล้าน้ำสลัดโรยด้วยชีส 


ลิงกวินีกุ้ง (Prawn Linguine) เส้นลิงกวินีผัดกับซอส Bolognese ใส่กุ้งตัวใหญ่ๆ
รสชาติ : เส้นลิงกวินีลวกมานุ่มกำลังดี ซอสรสชาติเข้มข้นหอมเครื่องเทศด้วย กุ้งตัวใหญ่เนื้อกรอบๆ เด้งๆ เลย 


พาสต้าเห็ดทรัฟเฟิล (Truffle Tagliatelle) เป็นเส้นแทลเลียเตลเล ผัดกับเนย เครื่องเทศ แล้วก็เห็ดทรัฟเฟิลดำ
รสชาติ : เส้นนุ่มกำลังดี กลิ่นดีมาก หอมเห็ดทรัฟเฟิล รสชาติก็ดีไม่แพ้กัน ฟินๆ


ส่วนของหวานก็เสิร์ฟมาบนเขียงไม้ มีหลากหลายชนิด 
รสชาติ (รวมๆ) : เราว่าของหวานไม่ผ่านจ้า เค้กส่วนใหญ่แป้งแห้งๆ แข็งๆ เนื้อแน่น และหวานมากกกกกกกกก ที่อร่อยสำหรับเรามีแค่ไอศครีมกับเชอร์เบท หวานหอม กินแล้วสดชื่น


ส่วนในบรรดาเค้กๆ ชิ้นนี้คือดีสุดละ ชิ้นอื่นๆ ใช้ไม่ได้!!


เป็นไงกันบ้างกับญี่ปุ่น 2 วัน ใน EP. นี้ อาจจะยาวไปหน่อย แต่อย่าพึ่งเบื่อกันนะ EP. หน้า (EP. สุดท้ายแล้ว) ยังเหลืออีก 2 วันด้วยกัน จะไปที่ไหน จะทำอะไร รอติดตามกันน้า :)


ขอบคุณภาพเรือสวยๆ จาก : https://www.tripsavvy.com/quantum-of-the-seas-991353


อ่าน "เที่ยวแบบ Slow life ไปกับเรือ Quantum Of The Seas" | Ep. 5 (ตอนสุดท้าย) : กดที่นี่ 


853 views

เที่ยวแบบ Slow life ไปกับเรือ Quantum Of The Seas | Ep. 5

การเดินทาง 9 วัน 8 คืน แบบช้าๆ เนิบๆ ฉบับ Morin ในเส้นทางจีน-ญี่ปุ่น ด้วยเรือสำราญสุดไฮเทค "Quantum of the Seas" ของ Royal of The Caribbean

เที่ยวแบบ Slow life ไปกับเรือ Quantum Of The Seas | Ep. 3

การเดินทาง 9 วัน 8 คืน แบบช้าๆ เนิบๆ ฉบับ Morin ในเส้นทางจีน-ญี่ปุ่น ด้วยเรือสำราญสุดไฮเทค "Quantum of the Seas" ของ Royal of The Caribbean

เที่ยวแบบ Slow life ไปกับเรือ Quantum Of The Seas | Ep. 2

การเดินทาง 9 วัน 8 คืน แบบช้าๆ เนิบๆ ฉบับ Morin ในเส้นทางจีน-ญี่ปุ่น ด้วยเรือสำราญสุดไฮเทค "Quantum of the Seas" ของ Royal of The Caribbean