TRAVEL STYLE
เรารู้ว่าคุณชอบท่องเที่ยว แต่ ณ ขณะนี้ คุณชอบท่องเที่ยวสไตล์ไหน
เที่ยวแบบ Slow life ไปกับเรือ Quantum Of The Seas | Ep. 5
Jan 24, 2020 BY Morin

สวัสดีค่ะ ทุกๆ คน กลับมาพบกับ EP.5 ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายของทริปนี้แล้ว โดย EP. นี้ จะบอกกล่าวเล่าต่อเกี่ยวกับ 3 วันที่เหลือ ทั้งบนฝั่งญี่ปุ่น บนเรือ แล้วก็กลับถึงจีน 

ทบทวนเส้นทางกันหน่อย
Day 1 ดอนเมือง – Tianjin, china (เข้าพักโรงแรม)
Day 2 Tianjin, china - ขึ้นเรือ Quantum of the sea
Day 3 At sea
Day 4 At sea
Day 5 Kyoto (Maizuru), Japan
Day 6 Sakaiminato, Japan
Day 7 Fukuoka, Japan
Day 8 At sea
Day 9 Tianjin, china

DAY 7 : 24 ก.ค. 62
ศาลเจ้า Dazaifu - Starbuck Dazaifu - ร้าน Tempura Hirao - Tenjin Square
 - กลับขึ้นเรือ

วันนี้เราขึ้นท่าเรือที่เมืองฟุกุโอกะ กว่าจะออกมาได้ต้องผ่านพิธีการตรวจเหมือนครั้งก่อนๆ


สถานที่แรกที่เราจะไปในวันนี้ สายมูห้ามพลาด คือ ศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกู (Dazaifu Tenmangu) แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองฟุกุโอกะ เมื่อเดินไปเรื่อยๆ บนถนนสู่ทางเข้าศาลเจ้า จะมีร้านขายของฝากมากมายเรียงรายจนสุดทาง ที่แห่งนี้ในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิถือเป็นสถานที่ชมดอกบ๊วยชื่อดังของแถบนี้เลยนะ 


หลังจากเดินเข้ามาในเขตศาลเจ้าแล้ว จะเจอกับส่วนประชาสัมพันธ์ มีแผนที่ของศาลเจ้าให้เราหยิบไปดูได้นะ พอเข้าไปด้านในเราจะเห็นรูปปั้นวัวในท่านั่งหมอบ เชื่อกันว่า หากเราลูบหัวของรูปปั้นวัว จะทำให้สติปัญญาดีขึ้น ถ้ามาแล้วอย่าพลาดที่จะลูบหัวรูปปั้นวัวกันนะ (ต้องขออภัย...เราลืมถ่ายรูปปั้นวัว)


เมื่อเข้ามาในเขตศาลเจ้าเจอกับสะพานทอดข้ามสระน้ำ ที่ชื่อว่า ชินจิอิเคะ แปลว่า สระน้ำรูปตัวอักษรหัวใจ หากเรามองจากทางด้านบนลงมา จะเห็นรูปร่างสระน้ำเหมือนกับตัวอักษร 心 อ่านว่า โคโคโระ หรือชิน แปลว่า หัวใจ ส่วนสะพาน 3 สะพานที่เรียงต่อกันนั้นหมายถึง "อดีต ปัจจุบัน และอนาคต" การเดินข้ามสะพานเหล่านี้เปรียบได้กับการชำระร่างกาย และจิตใจให้บริสุทธิ์ก่อนเข้าพบเทพเจ้า


ข้ามสะพานมาแล้ว จะเจอบ่อน้ำชำระล้าง ให้เราล้างมือเพื่อเป็นการชำระล้างสิ่งสกปรกออกจากกาย และใจ ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในการเข้านมัสการตามวัด และศาลเจ้าทุกๆ ที่ในญี่ปุ่น 


ประตูทางเข้าศาลเจ้าสีแดง ประตูของที่นี่มีความแปลกค่ะ เพราะด้านหน้า กับด้านหลัง มีรูปร่างหน้าตาไม่เหมือนกัน หากมองจากด้านหน้าจะเห็นหลังคา 2 ชั้น แต่เมื่อมองจากทางด้านในจะเห็นหลังคาแค่ชั้นเดียว ตอนที่เราไปมีซุ้มหญ้ามาตั้งด้วย ไม่รู้ว่ามีความหมายว่าอะไร


นี่เป็นประตูที่มองจากทางด้านหน้า จะเห็นว่ามีหลังคายื่นออกมาจากระเบียง


ส่วนนี่เป็นมุมมองจากทางด้านใน จะเห็นว่าไม่มีหลังคายื่นออกมา มีเพียงแค่ระเบียง


เมื่อเข้ามาด้านในก็จะเจอกับศาลเจ้าหลัก ซึ่งได้รับเลือกให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของญี่ปุ่น มาแล้วก็อย่าลืมมาโยนเหรียญขอพรกันนะ


บรรยากาศด้านในมีทั้งความขลัง และความน่ารักๆ ในแบบญี่ปุ่นให้คุณได้สัมผัส


ตรงจุดนี้เป็นจุดที่ขายเครื่องรางต่างๆ 


ใครอยากขอพรก็สามารถมาเขียนแผ่นไม้แล้วนำมาแขวนตรงนี้ได้


พอขอพรกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เดินออกมาจากศาลเจ้า ก็จะผ่าน Starbucks สาขา Dazaifu ที่โดดเด่นสะดุดตา เห็นมาแต่ไกล ด้วยการใช้ไม้มาขัดกัน แล้วนำมาเรียงๆ สถาปัตยกรรมที่ดูแปลกตานี้เป็นผลงานของคุณ Kengo Kuma ผู้มีชื่อทางด้านดีไซน์



จากนั้นมื้อเที่ยงเราก็ฝากท้องที่ร้าน Tempura Hirao ร้านเทมปุระเด็ดๆ ที่นั่งด้านในจะเหมือนกันซูชิบาร์ ที่จะมี counter ยาวๆ แล้วก็มีเก้าอีกล้อมรอบ อาจจะไม่สะดวกสบายเท่าไหร่ หากใครที่มีของเยอะๆ เพราะไม่มีที่ให้วางของ ส่วนใหญ่คนที่มากินจะเป็นพนักงานออฟฟิศ เพราะสะดวก เหมาะสำหรับคนที่รีบ และต้องการทานเร็วๆ นั่งโต๊ะ ตอนเรามาคนค่อนข้างเยอะ ต้องรอคิวกันพักนึงเลย



การสั่งอาหารเราต้องกดเลือกเมนูจากตู้แล้วจ่ายเงินเลย ก็จะได้บัตรแบบนี้มา จากนั้นก็ยื่นให้เชฟ


มาแล้วว เทมปุระกรอบๆ ในเซตที่เราสั่ง มีกุ้ง ปลา แล้วก็ผักต่างๆ อย่างฟักทอง หัวหอม แล้วก็มะเขือยาว


เทมปูระแต่ละชิ้น เมื่อทอดเสร็จได้ที่ ทางเชฟจะคีบมาวางไว้ให้ในถาดตรงหน้าเรา


มีน้ำซุปมิโสะใส่ไข่ให้ด้วย แล้วก็มีเครื่องเคียงใส่โหลใหญ่ๆ ให้กินได้ไม่อั้นเลย มีหน่อไม้ดอง กับปลาหมึกดอง (ปลาหมึกดอง อร่อยยย ขอบอก บางคนอาจจะไม่ชอบ เพราะมันหยึยๆ) เรานี่ตักปลาหมึกดองโปะข้าวแล้วกิน ฟินมากๆ เทมปุระของทางร้านไม่อมน้ำมัน รู้สึกประทับใจสุดๆ คือดี แนะนำ!


หลังจากอิ่มท้องกันแล้ว เราก็ไปต่อกันที่ (Tenjin Square) ย่านช็อปปิ้งของฟุกุโอกะ ที่มีห้าง และร้านค้ามากมาย ให้เราได้เลือกช็อปกัน ช้าอยู่ไย...รีบช็อปจนลืมถ่ายรูป รูปน้อยเลย ต้องทำเวลาเพราะมีเวลาจำกัดที่ต้องไปขึ้นเรือ


ลงไปเดินช็อปใต้ดินกันหน่อย มีร้านกิฟซ็อปน่ารักๆ ร้ายขายเครื่องสำอางต่างๆ


หมดเวลาสนุกแล้วสิ ต้องกลับขึ้นเรือแล้ว ไม่อยากกลับเลย 




บ๊ายบาย... ลาก่อนฟุกุโอกะที่รัก


ขึ้นเรือเรียบร้อย ก็เตรียมตัวไป Dinner กัน ณ ห้องอาหาร "Chic" (Deck 3 : เวลาเปิด-ปิด 17.30 น. – 21.00 น.)

จานเรียกน้ำย่อยเราสั่งเป็น ซุปเสฉวน (Hot & Sour Soup) ใส่เห็ดหอม หน่อไม้ และเนื้อไก่
รสชาติ :
รสเปรี้ยว เค็ม เผ็ด รสชาติลงตัว ตัวซุปหนืดๆ แบบกระเพาะปลา กินแล้วสดชื่น คล่องคอ จนอยากจะขอสั่งเพิ่มอีกหลายถ้วย


ส่วนจานหลักเราสั่ง Pork Scallopini Oscar สันในหมูโปะด้วยเนื้อปูราดด้วยซอสชีส กินคู่กับมันบด หน่อไม้ฝรั่ง มะเขือเทศย่าง ราดซอสเกรวี่
รสชาติ : สันคอไม่เหนียว เนื้อปูหวาน ซอสชีสได้ มันบดอร่อย ซอสเกรวี่หอม กินทุกอย่างด้วยกัน ยอดเยี่ยม!


ของหวานจานสุดท้ายเราสั่ง แอปเปิ้ลครัมเบิ้ล (Apple Crumble) กับไอศครีมวนิลลา 
รสชาติ : ครัมเบิ้ลกรุบกรอบเค็มนิดๆ เคี้ยวมันๆ ตัวแอปเปิ้ลอมเปรี้ยวอมหวาน ไอศครีมหอมเย็นชื่นใจ


อิ่มเอมเปรมปรี เป็นอันเสร็จกิจในวันนี้ ฝันดีราตรีสวัสดิ์ zZZ


DAY 8 : 25 ก.ค. 62
ล่องเรือในน่านน้ำสากล

นอนยาวๆ ตื่นสายๆ กันไป มาฝากท้องกับห้องอาหารบุฟเฟ่ต์ Windjammer กันอีกแล้ว
มื้อนี้ไปตักไก่งวงราดซอสเกรวี่ เฟรนฟรายด์ แล้วก็ไส้กรอกฮอทด็อกเนื้อวัว อร่อยยยย เพิ่มเติมด้วยแตงกวาสดๆ กรอบๆ 
 


เที่ยงๆ บ่ายๆ แดดจ้า อากาศร้อนเหลือเกิน ไปจัดไอศครีมวนิลลาสักโคน ใกล้ๆ โซนสระว่ายน้ำกลางแจ้งที่เดิม


แล้วก็ไปแวะบาร์หุ่นยนต์สุดไฮเทค Bionnic Bar เป็นบาร์ที่พิเศษสุดๆ เพราะมีหุ่นยนต์เป็นบาร์เทนเดอร์


โดยการสั่งเครื่องดื่ม ต้องกดเลือกที่หน้าจอ ซึ่งจะเป็นเมนูภาษาอังกฤษ เราสามารถเลือกใส่ส่วนผสมเองได้ และสามารถตั้งชื่อเครื่องดื่มนั้นๆ ได้ด้วย เก๋ๆ อ่ะ เราได้ลองกดสั่งมาเป็นม็อคเทลผลไม้รวม จำไม่ได้ว่ากดเลือกอะไรไปบ้าง แต่ดิ่มแล้วสดชื่น รสชาติเปรี้ยวๆ หวานๆ 




สำหรับ Dinner มื้อนี้ เป็นมื้อสุดท้ายที่เราจะได้กินบนเรือ เรามาห้องอาหารหลักที่เป็นทางการที่สุด "The Grande" (Deck : 3 เวลาเปิด-ปิด 17.30 น. – 21.00 น.)

เมนูเรียกน้ำย่อยสั่งมา 2 อย่าง อย่างแรก ซุปครีมเห็ดป่า (Cream Of Wild Mushroom Soup)
รสชาติ :
ซุปเค็มๆ มันๆ หอมเห็ด เราชอบมาก 


เรียกน้ำย่อนจานที่ 2 ปอเปี๊ยะทอด (Crispy Spring Rolls) ไส้ผักกับวุ้นเส้น
รสชาติ : แป้งกรอบๆ ไส้ก็ดี แต่ธรรมดาๆ ไม่ได้พิเศษอะไร สั่งมาแค่อยากกิน


จานหลักของเรา สเต็กไดแอน (Steak Diane) เนื้อสันในราดซอสครีมเห็ด กินกับเฟรนฟรายด์ชิ้นใหญ่ๆ มะเขือเทศย่าง แล้วก็ถั่วแขกนึ่ง
รสชาติ : เนื้อดีเลยแหล่ะ ย่างมาได้แบบ Medium Rare หอมมากๆ ชุ่มฉ่ำ เนื้อไม่เหนียวด้วย ซอสเห็ดก็รสเข้มข้น


ของหวานจานสุดท้าย ทาร์ตดาร์คช็อคโกแลต (Dark Chocolate Tart)
รสชาติ :
ดาร์คช็อคโกแลตแน่นๆ (แอบแน่นไป) ทาร์ตกรอบ ครีมช็อคโกแลตหอม แต่หวานอยู่


พรุ่งนี้เราจะถึงเมืองเทียนจิน ประเทศจีนกันแล้ว ไวจัง เสร็จแล้วต้องไปเตรียมตัวเก็บกระเป๋าเดินทางแล้วนำมาไว้หน้าห้อง (อย่าลืมเช็คว่าต้องนำไปวางเวลาไหน...กี่โมง) จะมีเจ้าหน้าที่นำไปจัดการให้เราเมื่อถึงฝั่ง แล้วก็อย่าลืมเช็คจากใบที่ทางเรือวางไว้ให้ในห้อง ว่าช่วงเช้าห้องไหน โซนไหน ต้องไปเจอกันตรงไหนในช่วงเช้า (เรานัดเจอที่ Two 27) เมื่อถึงเวลา ก็จะเดินกันไปเป็นแถวๆ เพื่อทำการตรวจสแกนสิ่งต่างๆ ต้องผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง เช็ควีซ่าเข้าจีน อาจจะนานซักหน่อย


DAY 9 : 26 ก.ค. 62
 ท่าเรือ Tianjin - ห้องสมุด Tianjin Binhai - นั่งรถม้าชมเมือง - Italian Style Town - Tianjin Binhai Airport

หลังจากผ่านพิธีการต่างๆ เรียบร้อยแล้ว ก็ไปเอากระเป๋าของเรากัน ซึ่งทางเรือจะแยกกระเป๋าไว้ให้แล้ว ตามโซนบน SeaPass กระเป๋าเราอยู่เบอร์ 6


เข้าเมืองเทียนจินเรียบร้อย ก็ไปกินมื้อเที่ยงกันที่ห้างแห่งหนึ่ง ใกล้ๆ กับ สถานที่ๆ ต่อไปที่เราจะไป เป็นร้านคล้ายๆ หมูกระทะบ้านเรา แต่น้ำซุปนี้ เป็นน้ำซุปหม่าล่า ร้านนี้ (จำชื่อร้านไม่ได้) เราแทบจะไม่ต้องปิ้งเองเลย พนักงานจะมาทำให้เรากิน!! เราสั่งมาเป็นเซ็ต ในเซ็ตจะมีทั้งของคาว ของหวาน แล้วก็มีสลัด 


เมื่อกินเนื้อต่างๆ หมดแล้ว เหลือแต่น้ำซุป พนักงานจะนำข้าวมาใส่แล้วผัด กลายเป็นข้าวผัดให้เรากินกันต่อ อิ่มๆ จุกๆ กันไป


หากยังเข้มข้นไม่พอ ก็มีเครื่องเทศให้ได้ใส่เพิ่มอีก 


เมื่ออิ่มแล้วก็ลุยต่อ นั่งรถมานิดเดียวก็มาถึง Tianjin Binhai Library ห้องสมุดดีไซน์เก๋ๆ เต็มไปด้วยหนังสือ! แต่อ่านได้จริงแค่บางส่วน
พิกัด : China, Tianjin, Binhai, 旭升路347號

**ที่นี่ไม่อนุญาตให้นำกล้องใหญ่เข้าไปนะ ใช้ได้แค่กล้องโทรศัพท์ ส่วนกล้อง น้ำดื่ม อาหารต่างๆ ที่พกมาต้องเอาไปฝากไว้ที่ล๊อคเกอร์ ทางห้องสมุดมีเครื่องสแกนหน้าทางเข้า ซึ่งเข้มงวดมากๆ (ขนาดลูกอมยังใส่กระเป๋าเข้าไม่ได้)


ที่นี่สามารถจุหนังสือได้ถึงล้านเล่ม แต่หนังสือส่วนที่อยู่ด้านบนๆ จะเป็นแค่มอคอัพเท่านั้น หนังสือจริง จะอยู่แค่ตามขั้นบันไดด้านล่างๆ แต่ไหนๆ มาแล้วอย่าลืมถ่ายรูปเป็นที่ระลึกนะ ไม่ว่าจะถ่ายมุมไหนก็สวย ก็ฮิป 


 
ออกมาด้านหน้าเพื่อไปขึ้นรถแล้วไปต่อ คือแบบ... มันร้อนมาก ร้อนนรกเลย แดดจ้าสุดๆ เพราะเป็นลานคอนกรีตยาวๆ ไม่มีต้นไม้เลย กว่าจะเดินไปถึงรถแทบไหม้


มานั่งรถม้าชมเมืองเทียนจินกันเถอะ ระหว่างนั่งชมก็จะมีไกด์ท้องถิ่นมาบรรยายให้ฟังถึงประวัติความเป็นมาของเมือง แต่เป็นภาษาจีนนะ


จากนั้นเราก็จะเดินไป Italian style Town กัน ย่านนี้ตัวอาคาร ร้านค้าต่างๆ ถูกออกแบบ และตกแต่งเป็นสไตล์ยุโรปแทบทั้งหมด
พิกัด : Pedestrian St, Hebei District, Tianjin


ก่อนที่จะเดินไปถึง Italian style Town เราจะต้องผ่านจตุรัสที่มีอนุสาวรีย์ ที่ชื่อว่า ดันเต ปิอัสซา (Dante Piazza) ซึ่งจำลองให้เหมือนที่อิตาลี ซึ่งมาจากบุคคลที่ชื่อว่า Dante Alighieri เขาได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งภาษาอิตาลี และเป็นนักเขียนนวนิยายที่มีชื่อเสียงในอิตาลี


เดินตรงไปเรื่อยๆ ก็จะเจอจตุรัสมาร์โค โปโล (Marco Polo Square) 


ถึงแล้ว!! Italian Style Town เหมือนอยู่ที่อิตาลีจริงๆ เลยใช่ไหม ไม่เหมือนเรามาจีนเลย


ร้านค้าต่างๆ ตกแต่งได้น่ารักมาก ออกแนววินเทจๆ จะถ่ายรูปมุมไหนก็สวย แล้วก็มีของที่ระลึกขายมากมายหลายร้าน ดูดีๆ เช็คราคาหลายๆ ร้านกันก่อนนะ อย่าพึ่งรีบซื้อ


บรรยากาศดีมากๆ ฟินเหมือนอยู่ยุโรป ยกเว้นอากาศที่ร้อนเหงื่อแตกพลั่กๆ

 
ว้าาา... ถึงเวลาที่เราจะต้องกลับกันแล้ว ยามเย็นเราก็มาถึง Tianjin Binhai Airport ลาไปด้วยภาพดวงอาทิตย์ที่ใกล้จะตกดิน บ๊าย บายนะจ๊ะ "เทียนจิน"


กำหนดบินจริงๆ ต้องเวลา 22.40 น. แต่เครื่องดีเลย์ไปราวๆ ครึ่งชั่วโมง ระหว่างนั้นเราก็เดินช็อปใน Duty Free ร้านไม่ใหญ่ ของไม่เยอะเท่าไหร่ ออกจะเงียบๆ เหงาๆ ด้วย


มื้อบนเครื่อง "ไก่ทอดซอสเกาหลี" ไก่รสชาติหวานๆ เป็นไก่ทอดที่ไม่เหมือนทอด พอถูๆ ไถๆ ไปได้ แต่เรากินไม่หมดอ่ะ อย่าลืมโรยด้วยเกล็ดเท็มปุระกรอบๆ ในถ้วยพลาสติก 


เอาล่ะ... คุณผู้อ่าน ในที่สุดการเดินทางในทริปเรือสำราญ "Quantum of The Seas" ก็สิ้นสุดลงใน EP.5 นี้ ขอขอบคุณทุกๆ คนที่เข้ามาอ่าน มาชมกันนะคะ โอกาสหน้าเราจะไปที่ไหน เป็นอย่างไร ฝากติดตามกันด้วยน้า :)

อ่านเรื่องราวทั้งหมดของทริป "เที่ยวแบบ Slow life ไปกับเรือ Quantum Of The Seas"
EP.1 : 
กดที่นี่
EP.2กดที่นี่
EP.3กดที่นี่
EP.4กดที่นี่


ขอบคุณภาพเรือสวยๆ จาก : https://www.tripsavvy.com/quantum-of-the-seas-991353


4518 views

เที่ยวแบบ Slow life ไปกับเรือ Quantum Of The Seas | Ep. 4

การเดินทาง 9 วัน 8 คืน แบบช้าๆ เนิบๆ ฉบับ Morin ในเส้นทางจีน-ญี่ปุ่น ด้วยเรือสำราญสุดไฮเทค "Quantum of the Seas" ของ Royal of The Caribbean

เที่ยวแบบ Slow life ไปกับเรือ Quantum Of The Seas | Ep. 3

การเดินทาง 9 วัน 8 คืน แบบช้าๆ เนิบๆ ฉบับ Morin ในเส้นทางจีน-ญี่ปุ่น ด้วยเรือสำราญสุดไฮเทค "Quantum of the Seas" ของ Royal of The Caribbean

เที่ยวแบบ Slow life ไปกับเรือ Quantum Of The Seas | Ep. 2

การเดินทาง 9 วัน 8 คืน แบบช้าๆ เนิบๆ ฉบับ Morin ในเส้นทางจีน-ญี่ปุ่น ด้วยเรือสำราญสุดไฮเทค "Quantum of the Seas" ของ Royal of The Caribbean